คำพูดของ "ลุงจรัญ ขันแข็ง" ปราชญ์ชาวบ้านในอำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่ ที่อยู่ใกล้กับเชิงดอยสุเทพ ตรงหมู่บ้านป่าแหว่ง ทำให้ผมฉุกคิด ลุงจรัญบอกระหว่างที่กำลังให้สัมภาษณ์กับผมด้วยสำเนียงพื้นเมืองว่า "จะตอบคำถามลูกหลานอย่างไร เมื่อผู้พิพากษาสามารถปลูกบ้านถากดอยขึ้นไปแบบนี้ได้ แต่คนอื่นทำไม่ได้" สะท้อนว่าผู้ถือกฎทำผิดกฎเสียเองหรือไม่
ในการแถลงข่าวครั้งล่าสุดของตัวแทนศาลยุติธรรม เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา นอกจากยืนยันว่าสร้างโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ยังบอกด้วยว่าต้องการการอยู่ร่วมกับ (ป่า) สิ่งแวดล้อม
นี่ก็ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงคดีของปู่คออี้ กะเหรี่ยงป่าแก่งกระจาน ที่ถูกขับไล่จากใจแผ่นดินกลางป่า ทั้งที่มีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับป่ามาตั้งแต่บรรพบุรุษก่อนการประกาศเขตอุทยาน แต่ศาลพิพากษาให้ไม่มีสิทธิอยู่อาศัย ยังไม่นับรวมคดีอื่นๆ ที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า ในระหว่างพิสูจน์สิทธิ
การสร้างบ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพ จึงท้าทายการต่อสู้ของภาคประชาชนเครือข่ายขอคืนพื้นที่ดอยสุเทพไม่น้อย เพราะในประเด็นเชิงกฎหมายแล้ว ประชาชนกลุ่มนี้ กำลังต่อสู้กับผู้ถือกฎหมายเสียด้วย
แม้ในเชิงวิชาการได้ให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งในเรื่องของที่ตั้งที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ ขวางทางน้ำเดิม และการอาศัยของมนุษย์หมู่มาก ย่อมก่อให้เกิดสิ่งปฏิกูล ซึ่งหมู่บ้านตั้งอยู่เหนือแหล่งน้ำดิบผลิตประปาของคนเชียงใหม่ อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนทั้งน้ำใต้ดิน และผิวดิน และหากนับรวมกับความเชื่อด้วยความเป็นพื้นทางจิตวิญญาณ ที่ชาวบ้านกราบไหว้ด้วยแล้ว ทว่าก็ไม่ได้ทำให้ศาลยุติโครงการ นำสู่ข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากสังคม อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
อีกด้านหนึ่ง เอกสารข่าวของศาลยุติธรรมล่าสุดที่เพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 9 เมษายน บอกเหตุผลที่ไม่สามารถยุติโครงการและรื้อบ้านทิ้งได้นั้น เพราะว่าใช้เงินหลักพันล้านบาทสร้างลงไปแล้ว หากทุบทิ้งจะถูก ปปง. ตรวจสอบเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย อีกทั้งติดในเรื่องของคู่สัญญาจ้างกับเอกชนที่สามารถถูกฟ้องเอาผิดได้ ศาลจึงโยนเผือกร้อนนี้ ไปให้ คสช. ตัดสิน! ว่าจะเอาอย่างไร ?
แต่ก็น่าแปลกที่มีความพยายามเปิดเวทีสาธารณะเจรจาเพื่อหาทางออก 3 ฝ่าย ถึง 2 ครั้ง แต่ศาลก็ไม่ส่งตัวแทนมาร่วมเลยสักครั้ง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งระหว่างองค์กรศาลฯ กับชาวพื้นเมืองท้องถิ่น เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมครั้งนี้เป็นครั้งแรก
นักนิติศาสตร์คนหนึ่งวิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นผลลัพธ์ของความไม่พอใจในระบบ อภิสิทธิ์ของชนชั้นสูงที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย โดยเฉพาะสถาบันตุลาการถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเช่นว่านั้นมาอย่างแนบแน่นและเนิ่นนาน
และหากจะกล่าวถึงหลักการปกครองพื้นฐาน ความสงบสุขของสังคมย่อมเกิดจากการปกครองที่ดีเป็นธรรม และเท่าเทียม คือทฤษฎีการปกครองที่ได้รับการยอมรับมาหลายพันปี
มงแต็สกีเยอ นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 เคยกล่าวไว้ว่า "ไม่มีความเลวร้ายใดที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้าย ที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย"
นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าขบคิดในอยู่เวลานี้