วิเคราะห์ "อนาคต" ของ "พรรคอนาคตใหม่"
28 มี.ค. 2561 | wanchat

จากการเก็บข้อมูลการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จากการเลือกตั้งทั่วไปหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา นักรัฐศาสตร์ประเมินว่า คะแนนของ "พรรคอนาคตใหม่" ที่นำโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จะมาจาก 3 แหล่งด้วยกัน
ข่าว
28 มี.ค. 2561 | wanchat

จากการเก็บข้อมูลการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จากการเลือกตั้งทั่วไปหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา นักรัฐศาสตร์ประเมินว่า คะแนนของ "พรรคอนาคตใหม่" ที่นำโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จะมาจาก 3 แหล่งด้วยกัน
แหล่งที่ 1 จากคนที่นิยมเลือก "พรรคทางเลือกใหม่ๆ" เช่น คนที่เคยเลือก "พรรครักประเทศไทย" ของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หากพิจารณาสถิติย้อนหลังจะพบว่า พรรคของชูวิทย์เคยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ประมาณ 900,000 คะแนน แต่ต้องเข้าใจว่าในระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ ไม่สามารถยกคะแนนของพรรคชูวิทย์มาคิดได้ทันที เพราะสมัยนั้นเป็นการเลือกตั้งระบบบัตร 2 ใบ คือประชาชนเลือก ส.ส.เขตของพรรคใหญ่ แล้วอาจเลือกพรรคทางเลือกใหม่ในบัตรอีกใบ เป็นพรรคของชูวิทย์ อาจเรียกโหวตเตอร์พวกนี้ว่า "พวกรักพี่เสียดายน้อง"
แต่ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ มีบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว คะแนนที่ "พรรคธนาธร" จะดึงมาได้ ต้องเป็นคะแนนจากคนที่ตั้งใจเลือก "พรรคทางเลือก" จริงๆ เท่านั้น ต้องตัดพวก "รักพี่เสียดายน้อง" ออกไป
นักวิชาการประเมินว่า กลุ่มที่ตั้งใจเลือก "พรรคทางเลือก" จริงๆ อาจมีราวๆ ครึ่งหนึ่งของ 900,000 คะแนนที่พรรคชูวิทย์เคยได้ และต้องมาคิดย่อยลงไปอีกว่า คนกลุ่มนี้ก็อาจจะเลือกพรรคอื่นที่ไม่ใช่พรรคของธนาธรด้วย สุดท้ายอาจเลือกราวๆ 10% ของ 900,000 คะแนน ก็คือ 90,000 คะแนน
คะแนนแหล่งที่ 2 มาจากคนที่เคยกา "โหวตโน" คือไม่เลือกใครเลย กับกลุ่มที่ "จงใจทำบัตรเสีย" เพราะไม่ชอบผู้สมัครของพรรคการเมืองไหนเลยจากสถิติการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ พบว่าคน 2 กลุ่มนี้มีประมาณ 1,500,000 คน นักวิชาการประเมินว่า พรรคของธนาธร มีโอกาสชิงคะแนนส่วนนี้ได้ประมาณ 50% เพราะต้องไปแชร์คะแนนกับพรรคหน้าใหม่อื่นๆ ที่หวังคะแนนตรงนี้เหมือนกัน คิดง่ายๆ พรรคของธนาธร มีโอกาสจากคะแนนก้อนนี้ ประมาณ 750,000 คะแนน
แหล่งที่ 3 คะแนนจาก "นิวโหวตเตอร์" หรือผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนครั้งแรก คือพวกที่เพิ่งอายุครบ 18 ปี สามารถไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ นับย้อนจากปี 54 ที่มีการเลือกตั้งทั่วไปแบบไม่โมฆะครั้งสุดท้าย จนถึงปีหน้าปี 62 ที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ รวม 7 ปี ปีหนึ่งมีคนหน้าใหม่มีสิทธิ์เลือกตั้งประมาณ 1 ล้านคน คิดตามสถิติการเกิด รวม 7 ปี ก็ประมาณ 7 ล้านคน
แต่จากสถิติเดิม คนกลุ่มนี้ออกมาใช้สิทธิ์ค่อนข้างน้อย สมมติว่ากระแสคนรุ่นใหม่แรงมาก และสามารถดึงคนกลุ่มนี้ออกมาใช้สิทธิ์ได้ถึง 60% หรือราวๆ 4,200,000 คน แต่คะแนนของคนกลุ่มนี้ก็จะเฉลี่ยไปทุกพรรค ทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็ก และพรรคของธนาธร
นักวิชาการประเมินว่าพรรคของธนาธรน่าจะเก็บคะแนนส่วนนี้ได้ไม่เกิน 10% ของ "นิวโหวตเตอร์" ทั้งหมด หรือราวๆ 420,000 คะแนน
สรุปว่า โอกาสของพรรคอนาคตใหม่ จะได้คะแนนจาก 3 แหล่ง คือ 90,000 คะแนน จากคนที่นิยมเลือกพรรคทางเลือกใหม่ บวกกับ 750,000 คะแนน จากกลุ่มโหวตโน และจงใจทำบัตรเสีย บวกกับอีก 420,000 คะแนน จากกลุ่มนิวโหวตเตอร์ รวมๆ แล้ว พรรคของธนาธร จะได้คะแนนราวๆ 1,200,000 คะแนน เมื่อนำไปหารด้วยอัตราส่วน 1 ต่อ 70,000 ก็จะได้ ส.ส.ประมาณ 17 คน ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่การที่ "พรรคอนาคตใหม่" ของธนาธร จะมี "อนาคต" แบบนี้ได้ ต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไข 3 ข้อ คือ
1. พรรคสามารถหาคนลงสมัครได้ครบทั้ง 350 เขต เพราะยิ่งจำนวนผู้สมัครลดลงเท่าไหร่ ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะได้ "คะแนนตกน้ำ" ลดลงเท่านั้น
2. พรรคต้องสามารถเลี้ยงกระแสความนิยมได้จนถึงวันเลือกตั้ง ซึ่งยังเหลือเวลาอีกเป็นปี และสามารถสร้างความแตกต่างจากพรรคอื่นๆ ได้จริง ในช่วงที่ทุกพรรคเปิดหน้าแข่งขันกัน
และ 3.พรรคต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่า มีทิศทางและจุดยืนต่างจากพรรคเพื่อไทย เพราะหากประชาชนมองว่า 2 พรรคนี้ทับซ้อนกัน ก็จะไปดึงคะแนนกันเอง เพราะเป็นการเลือกตั้งแบบ "บัตรใบเดียว"