เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 25 มี.ค. 61 นางสาวอังคณา เทียมสงวน อายุ 35 ปี อาชีพพนักงานเต้นอะโกโก้แห่งหนึ่งในเมืองพัทยาพร้อมด้วยน้องสาวและเพื่อนๆเดินทางมายัง สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร้อยตำรวจเอกธานินท์ กันภัย พนักงานสอบสอบสวน โดยนางสาวอังคณา (ผู้เสียหาย) ซึ่งสภาพใบหน้านั้นมีร่องรอยถูกทำร้ายจนบวมปูดฟกช้ำ ได้ให้การว่าตนกับน้องและเพื่อนๆสาวที่ทำงานด้วยกันรวม4คนเข้าไปเที่ยวที่สถานบันเทิง นิวยูเมะ ซึ่งเป็นร้านสไตล์ผับมีหนุ่มๆพนักงานบริการอยู่ติดกับปากซอย5ถนนพัทยาสายสอง ซึ่งเป็นร้านที่เกิดเหตุตั้งแต่ประมาณเที่ยงคืนกว่าโดยพวกตนสั่งเหล้ามาดื่มกินมีพนักงานหนุ่มในร้านมาบริการซึ่งมาเที่ยวประจำ จนกระทั่งถึงประมาณตี5กว่าๆตนก็จะกลับบ้านกันจึงเรียกพนักงานเช็คบิลเก็บเงิน ซึ่งพนักงานชื่อนายสำรวย จำศิล อายุ 36 ปี (ผู้ก่อเหตุทำร้าย)
ได้นำบิลค่าบริการมาให้ ยอดบิลรวม 7,500กว่าบาท ตนมีเงินเตรียมมาแค่ประมาณ4พันกว่าบาทจึงไม่พอและคิดว่าเพื่อนๆที่มาด้วยกันจะช่วยกันจ่ายช่วยแต่ก็เงินไม่พอจ่าย ตนจึงจ่ายเงินสดให้พนักงานไป4,000บาท และแจ้งกับพนักงานว่าตนเป็นลุกค้าประจำวันนี้เงินเอามาไม่พอขาดอีก 3,500กว่าบาทหรือเกือบ4พันบาท ตนจึงบอกว่าจะให้แหวนทองคำหนัก50สตางค์ที่ตนใส่มา ซึ่งซื้อมาก็กว่า8พันบาทให้ทางร้านเอาไปก่อนหรือจำนำแทนเงินสดให้กับทางร้านก่อนได้มั้ย ซึ่งคิดว่ามูลค่าแหวนน่าจะพอกับบิลค่าบริการ ซึ่งตนนำแหวนทองให้ไปและจะขอเงินสด4พันคืน แต่ทางพนักงานนั้นบอกว่าไม่รับแหวนทองและขอเงินสดเท่านั้นต้องนำเงินสดจ่ายบิลค่าบริการให้ครบ ระหว่างนั้นตนก็พยายามต่อรองขอคุยกับพนักงานและคนดูแลร้านว่าเงินไม่พอแต่ให้นำแหวนทองจ่ายแทนเงินสดไปก่อนได้มั้ยเพราะแหวนทองมูลค่าเกือบ8พันมากกว่าบิลค่าบริการอยู่แล้วหากไม่เอาแหวนพวกตนก็ไม่มีเงินพอจ่ายและไม่สะดวกที่จะเอาแหวนไปจำนำหรือขายในเวลานี้ ซึ่งพวกตนนั้นมาเที่ยวที่ร้านประจำและดื่มกินก็ครั้งละเกือบหมื่นบาทไม่เคยที่จะไม่มีเงินจ่ายสักครั้ง ทางร้านน่าจะพอคุยหรือเห็นใจบ้าง แต่แล้วพนักงานก็ไม่ยอมบอกว่าจะเอาทั้งแหวนทองและเงิน4พันโดยไม่คืนเงินสด4พันกลับให้ตนเพราะไม่เชื่อว่าแหวนราคาถึง8พันแน่นอน จึงเกิดการมีปากเสียงทะเลาะกันกับ
ซึ่งทางร้านบอกว่าพวกตนนั้นมากินแล้วไม่จ่าย จากนั้นผู้ก่อเหตุทำร้ายตนก็คือ นายสำรวย ซึ่งเป็นพนักงานในร้านก็ปรี่เข้ามาก่อเหตุทำร้ายร่างกายตนโดยใช้เท้าเตะที่เข้าที่หน้าตนอย่างแรงพร้อมกับเข้ามาลงมือตบตีทำร้ายตนจนบาดเจ็บแม้ว่าเพื่อนๆตนจะห้ามปรามก็ไม่ฟัง เพื่อนตนจึงรีบแจ้งตำรวจให้มาช่วยเหลือ แต่ทางตำรวจมาที่ร้านทางร้านก็ไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ตนบอกว่าให้เอาเงินคืนมา4พันเอาแค่แหวนตนไปก็พอแต่ทางร้านก็ไม่คืนทั้งแหวนและเงินสดให้ ด้วยความโมโหที่ตนเป็นลุกค้าประจำแต่ยังถูกทำร้ายจนใบหน้าบวมช้ำเพราะถูกเตะจนได้รับบาดเจ็บ ตนจึงพากันมาโรงพักเพื่อแจ้งความเอาเรื่องกับพนักงานร้านที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายตน และอยากให้ตำรวจจับกุมดำเนินคดีกับทางร้านที่เปิดให้บริการเกินเวลาที่กำหมายกำหนดด้วยเพราะทางร้านที่เกิดเหตุนั้นเปิดบริการจนเช้าทุกวัน
ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว นายสำรวย จำศิล พนักงานร้านที่ก่อเหตุทำร้ายผู้เสียหายมาสอบสวนปากคำ ซึ่งนายสำรวย ก็ให้การยอมรับสารภาพว่าก่อเหตุทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริงและทางร้านก็ไม่อยากให้ผู้เสียหายเอาเรื่องเพราะกระทบกับทางร้านกลัวร้านจะถูกปิดเพราะเปิดบริการเกินเวลา และจะยืมคืนเงิน4พันให้กับผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายนั้นไม่ยอมความแล้วยืนยันจะเอาเรื่องดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายให้ถึงที่สุด ตำรวจจึงสอบสวนผู้เสียหายและลงบันทึกปากคำรับแจ้งความไว้พร้อมกับให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายเพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีและจับกุมตัวนายสำรวย พนักงานที่ก่อเหตุเตะหน้าผู้เสียหายที่เป็นลูกค้าไว้สอบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป ในส่วนของร้านที่เปิดเกินเวลานั้นจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเสนอผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป