ผู้ก่อตั้ง บริษัท กาแฟดำ จำกัด นายสุทธิชัย หยุ่น กล่าวถึงกรณี ที่บริษัท ไทยทีวี จำกัด ชนะคดีกับ กสทช. สามารถคืนช่องทีวีดิจิทัลได้ ว่าศาลปกครองชั้นต้น มีคำพิพากษาถูกต้องแล้ว ช่วยผ่อนเบาปัญหาที่วงการนี้เจอ แต่ก็แก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง ปัญหาตอนนี้มันใหญ่กว่า โดยทาง กสทช. คิดแต่จะคุมควบ แต่ไม่คิดส่งเสริม การเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อก มาเป็นดิจิทัล จึงกลายเป็นวิกฤต ซึ่งในต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านนี้ จะต้องมใช้แรงเสริมมากพอสมควร
และแม้ว่า กสชท. จะมีมาตรการเยียวยาหลังจากนี้ แต่หลายๆอย่างอาจจะเสียหายไปแล้วก็ได้ ไม่ใช่มองในแง่ของธุรกิจ แต่มองในแง่ของเนื้อหาของคนทำสื่อ เพราะ 3 ปีที่ผ่านคุณภาพสื่อเสื่อมถอย ลงไปอย่างเห็นได้ชชัด ตอนนี้โครงสร้างของสื่อดิจิทัลทีวี ก็กลายเป็นนายทุน ในรูปแบบต่างๆ แล้วเวลานายทุนเข้า ไปก็ต้องคิดเรื่องผลกำไรเป็นหลัก ความคิดที่จะรักษาผลประโยชน์ของประชาชน อาจจะไม่ใช่เป้าหมายหลักก็ได้
ปัญหาใหญ่ตอนนี้ คือ คนข่าวรู้สึกอัดอัดที่ไม่สามารถทำหน้าที่สื่อ ตามมาตราฐานวิชาชีพได้ แล้วก็ยังไม่เห็นว่ามันจะแก้ไขตรงนี้ได้อย่างไร กสทช. ก็แก้ไม่ได้ องค์กรสื่อก็พยายามประคับคอง แต่ไม่สามารถก้าวก่าย การทำงานของเจ้าของสื่อได้ น่าเป็นห่วงมาก เพราะสังคมไทยจะเป็นสังคมประชาธิปไตย สื่อต้องเข้มแข็ง ตอนนี้เอาตัวรอดยังลำบากเลย ตัวเองเมื่อเอาตัวรอดยังลำบากก็ไม่สามารถ ที่จะทำหน้าที่สะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างเช่นตอนนี้ กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งในภาวะปกติที่ผ่านมาสื่อจะต้องเจาะข่าว จะต้องตั้งคำถามผู้สมัคร ส.ส. ส.ว. แต่วันนี้ผมไม่เห็น เพราะสื่อไม่มีเรี่ยวแรงที่จะทำ เอาแค่รอดไปวันวัน ไม่ต้องถูกปลดออก ไม่ต้องลดคน ก็เหนื่อยแล้ว นี่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง มากกว่าธุรกิจ
ด้าน กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ นายเขมทัตต์ พลเดช บอกว่าการที่บริษัท ไทยทีวี จำกัด ชนะคดีน่าจะเป็นผลดี เพราะการตัดสินของศาลจะเป็นข้อมูลอ้างอิงส่วนหนึ่ง แต่ในเชิงธุรกิจผมคิดว่าการแข่งขันสูงแล้วยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเสริม ทาง กสทช. จะเป็นองค์กรควบคุมอย่างเดียวไม่พอ จะต้องไปส่งเสริมให้ธุรกิจทีวีดิจิทัล แข็งแรงต่อสู้กับ สื่อใหม่ๆ ได้ หรือทำให้ 2 สื่อไปด้วยกันได้ และในกรณีหากมีการล้มหายตายจาก ของช่องทีวีดิจิทัล ตนเห็นว่า เป็นเหตุผลทางธุรกิจ ต้องมาดูในมิติหลายๆ อย่าง ด้วย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีไทยทีวี หรือ เจ๊ติ๋ม คืนช่อง ทำให้บางช่องตัดสินใจได้เร็วขึ้น