ส่วนกาวโจนส์ร่วงลง 3 วันซ้อนมากกว่า 580 จุด หวั่นบรรยากาศสงครามการค้า เหตุข่าวสหรัฐเตรียมเรียกเก็บภาษีสินค้าเทคโนโลยี โทรคมนาคม และสินค้าเพื่อผู้บริโภคจากจีน เป็นมูลค่าสูงถุง 60,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อตอบโต้การทำการค้าที่ไม่เป็นธรรม
ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางการค้าที่กำลังเป็นที่จับตามองของนักลงทุน ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสัญญาณเศรษฐกิจที่อ่อนแรงลงในภาพรวม ทั้งนี้ เฟดสาขาแอตแลนต้าคาดการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มีนาคมได้มีการปรับลดลงที่ 1.9% เนื่องจากตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บิโภคที่ลดลง
1. Larry Kudlow นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจในวัย 70 ปี ที่สังกัดพรรครีพับลิกัน ประกาศยอมรับตำแหน่งผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของทำเนียบขาวคนใหม่ แทน Gary Cohn ที่ลาออกไปในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กในอัตรา 25% และอลูมิเนียม 10%
โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอตำแหน่งให้กับ Larry Kudlow เมื่อวันอังคาร ซึ่ง Larry Kudlow ได้ประกาศยอมรับตำแหน่งดังกล่าวในวันถัดมา คาดว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศให้เขาดำรงตำแหน่งเป็นทางการในวันพฤหัสฯ
Larry Kudlow มีแนวคิดสนับสนุนการค้าเสรีและเคยเป็นนักวิเคราะห์ข่าวของสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี โดยออกมาวิพากษ์วิจารณ์แผนภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ในเชิงไม่เห็นด้วยอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับยืนยันยอมรับทุกความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยย้ำว่าพวกเขาเห็นพ้องกันในสาระสำคัญหลักๆ
2. นอกจากนี้ เนักลงทุนมีหตุวิตกสงครามการค้าสหรัฐและจีน โดยมีรายงานข่าวว่ารัฐบาลสหรัฐเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ, โทรคมนาคม และสินค้าเพื่อผู้บริโภคจากจีนในวงกว้าง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการกดดันให้จีนปรับลดยอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐลง 100,000 ล้านดอลลาร์ จากปีล่าสุดที่สหรัฐขาดดุลการค้าต่อจีนมูลค่า 376,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2017
ส่วนดาวโจนส์ร่วงลง 3 วันซ้อนมากกว่า 580 จุด หวั่นบรรยากาศสงครามการค้า เหตุข่าวสหรัฐเตรียมเรียกเก็บภาษีสินค้าเทคโนโลยี โทรคมนาคม และสื่อสารที่นำเข้าจากจีน โดยตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลงทั้ง 3 ตลาด โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดในวันพุธที่ 24,758 ร่วงลง 248.91 จุด หรือ 1.0% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,749 ลดลง 15.83 จุด หรือ 0.57% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,496 ลดลง 14.20 จุด หรือ 0.19%
3. โดยมีรายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีแผนที่จะออกมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ โทรคมนาคม และสินค้าเพื่อผู้บริโภคจากจีน เป็นมูลค่าสูงถุง 60,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อตอบโต้การทำการค้าที่ไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ
ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้มีคำสั่งเมื่อปีที่แล้ว มอบหมายให้ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ทำการศึกษาระบบการค้าของจีนว่าเข้าข่ายลักษณะละเมิดสินค้าทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐหรือไม่
4. ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐระบุในรายงานล่าสุดว่า สหรัฐขาดดุลการค้าต่อจีนเพิ่มขึ้น 16.7% เป็นมูลค่า 36,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคมปีนี้ ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กันยายน 2015 แต่ส่งออกไปยังจีนดิ่งลง 28.1% และมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น 2.9%
ส่งผลให้บรรยากาศทางการค่าระหว่างสหรัฐกับจีนตึงเครียดมากขึ้น และอาจจะรวบไปถึงการแรงกดดันกับกลุ่มการค้าขนาดใหญ่อย่างสหภาพยุโรป (EU) เริ่มมีปฏิดิริยาตอบโต้การค้ากับสหรัฐเข้มข้นมากขึ้นโดยที่ฝรั่งเศสเตรียมดำเนินการเพื่อให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐต้องจ่ยภาษีเพิ่มขึ้นหากเข้ามาขยายตลาดในยุโรป
5. ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางการค้าที่กำลังเป็นที่จับตามองของนักลงทุน ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสัญญาณเศรษฐกิจที่อ่อนแรงลงในภาพรวม ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนต้าคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังส่งสัญญาณที่จะขยายตัวพุ่งขึ้นในอัตรา 5.4% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2018 เนื่องจากแรงสนับสนุนทางด้านการลงทุนที่ออกมาคึกคักในภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง รวมทั้งตลาดหุ้นวอลสตรีทที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 9 มีนาคมได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีไตรมาสแรกปีนี้เป็นครั้งที่ 2 ลงมาอยู่ที่ 2.5% ต่อมาล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มีนาคมได้มีการปรับลดลงที่ 1.9% เนื่องจากตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บิโภคที่ลดลงmuj 1.4% เทียบกับไตรมาส 4 ที่ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3.8%