จากเฟสบุ๊ก Accessibility Is Freedom ได้เผยแพร่ภาพเหตุการณ์ผู้พิการชายบนรถวีลแชร์ ตัดสินใจใช้มือชกทุบกระจกลิฟท์บีทีเอส อโศก เมื่อคืนวันที่ 11 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อันหลากหลายนั้น นี่ไม่ใช่เสียงตะโกนทวงถามกับสังคมครั้งแรกของเขา
ก่อนหน้านี้ เมื่อฤดูฝน ปี 2559 คลิปวีดิโอชื่อ เมื่อวันที่ฝนตก ความยาว 5 นาที ที่แสดงให้เห็นถึงความลำบากในการเดินทางของคนพิการบนทางเชื่อมระหว่างรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟใต้ดิน ที่ดูเหมือนทุกคนควรจะเข้าถึงได้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน
ทุกคนพูดถึงความเท่าเทียมเสมอๆ แต่ในโลกของความเป็นจริง มันไม่ใช่ในโลกของความเป็นจริงความไม่เท่าเทียมมีทุกที่
การเดินทางของเขา ไม่ว่าจะเป็น ลิฟท์ที่คนนั่งวีลแชร์จะใช้แทนบันได แต่เขาก็ต้องรอเจ้าหน้าที่มาช่วยอำนวยความสะดวกให้ ซึ่งบางครั้งต้องใช้เวลาเกือบๆ10 นาที ขณะที่ในขบวนรถทางเลือกในการร่วมทางกับคนอื่นก็ไม่ได้มีมากนัก ถ้าเข้าผิดประตูเขาก็จะต้องกลายเป็นเกะกะขวางทางคนอื่นทันที
เขาตั้งคำถามกลับว่า นี่คือ ความเท่าเทียมของคนพิการที่ประกาศจากปากของนายกรัฐมนตรี ถึงการผลักดันนโยบายความเท่าเทียมของคนพิการ ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2559 และการออกมารับลูกของกระทรวงคมนาคมในเรื่องการดำเนินการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนพื้นฐานใช่หรือไม่
รวมทั้งคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่สั่งให้ รถไฟฟ้า ติดตั้งลิฟท์ให้ครบทั้ง 23 สถานีภายใน 21 มกราคม 2559 แต่มาจนถึงตอนนี้ก็ยังดำเนินการไม่เรียบร้อยคืออะไร
จริงๆ ผมเชื่อว่า เขามองเห็นหมดน่ะ แต่มันมีคำถามว่าทำไมถึงเกิดความไม่เท่าเทียม ทำไมความเท่าเทียมถึงยังไม่เกิดขึ้น ทำไมความเหลื่อมล้ำพวกนี้ยังมีให้เห็นได้ทุกวัน คนพิการต้องเสี่ยงบนถนนเพื่อจะไปให้ถึงรถไฟฟ้าสักที่หนึ่ง นี่คือสิ่งที่เป็นครับ
เราต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก ต้องการทางลาด ต้องการลิฟต์ นี่คือสิ่งที่ต้องการความเท่าเทียม แต่เรียนตรงๆ ว่า ทางลาดหรือลิฟต์ มันไม่ได้ใช้เฉพาะผม มันใช้กับกลุ่มคนอีกมาก แม้แต่นักท่องเที่ยวที่มีกระเป๋าหนักๆ เขาก็สามารถใช้ได้
แน่นอนว่า นี่เป็นสิ่งที่ผู้พิการทางตามรายงานของ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ อีกกว่า 1.5ล้านคนทั่วประเทศต้องเจอในชีวิตประจำวัน และกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนพิการไม่น้อยกว่า 5 แสนคนไม่สามารถเข้าสู่ระบบแรงงานได้อย่างที่ควรจะเป็น
สิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ คงไม่ใช่เพียงแค่แก้ไขสิ่งปลูกสร้างทั้งระบบ แต่ยังรวมไปถึงการปรับทัศนคติ มองพวกเขาในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมที่เท่าเทียมกัน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริงสักที