ประการแรก ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คดีแจ้งความเท็จ และข้อหาอื่นๆ รวม 4 ข้อหาที่ครูปรีชา กับ เจ๊บ้าบิ่น โดนดำเนินคดีอยู่ และอยู่ระหว่างได้รับประกันตัวนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีล็อตเตอรี่หาย เพราะตามรูปคดีแล้ว ครูปรีชาไม่จำเป็นต้องหาหลักฐานมายืนยันว่าตัวเองเป็นเจ้าของล็อตเตอรี่ หรือหมวดจรูญไม่ใช่เจ้าของล็อตเตอรี่ แต่เป็นฝ่ายพนักงานสอบสวนกองปราบต่างหากที่ต้องหาหลักฐานมายืนยันว่า ครูปรีชาไม่ได้ทำล็อตเตอรี่หาย คำถามคือ วันนี้พยานหลักฐานที่จะยืนยันตรงส่วนนี้หนักแน่นมากพอหรือยัง
ประการที่ 2 สาเหตุที่ทำให้คดีแจ้งความเท็จ ถูกแยกออกจากคดีล็อตเตอรี่หาย ก็เพราะฝั่งตำรวจ แม้แต่ ผบ.ตร.เอง ก็ไม่ยอมยืนยันว่า หมวดจรูญเป็นผู้ซื้อล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่ 1 จริงๆ เพราะขาด "จิ๊กซอว์" ตัวสำคัญที่ล่าความจริงเคยเอามาแจกแจงไว้ คือหมวดจรูญ จำไม่ได้ว่าซื้อล็อตเตอรี่จากแม่ค้าคนไหน แผงไหน แต่ฝั่งครูปรีชา กับพยานทีมเจ๊ กลับให้การสอดรับกันว่า ล็อตเตอรี่ชุดนี้มาที่เจ๊เกียว ซึ่งเป็นยี่ปั๊ว แล้วเจ๊เกียว ส่งต่อให้เจ๊บ้าบิ่น นำไปขาย และเจ๊บ้าบิ่น อ้างว่าขายให้ครูปรีชา (เราไม่ได้บอกว่าคำให้การนี้น่าเชื่อ เพียงแต่บอกว่าให้การสอดคล้องกัน ขณะที่อีกฝั่งยังมีจุดอ่อนอยู่)
ประการที่ 3 คลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นเสียงครูปรีชา บอกกับเจ๊บ้าบิ่นว่าไม่ได้ซื้อล็อตเตอรี่ชุดที่ถูกรางวัลที่ 1 ครูปรีชาอาจให้การในชั้นศาลได้ว่า ไม่ต้องการพูดความจริง เพราะถูกล็อตเตอรี่ได้เงินรางวัลสูงถึง 30 ล้านบาท หากมีคนรู้มากๆ อาจเกิดอันตราย โดนปล้น หรือโดนขโมยล็อตเตอรี่ได้เหมือนกัน จุดนี้ทำให้น่าคิดว่า คลิปเสียงที่บอกว่าครูปรีชาไม่ได้ถูกหวย เมื่อถึงชั้นศาลแล้ว ศาลจะรับฟังหรือไม่
ส่วนการเช็คเบสโทรศัพท์ (เช็คสัญญาณโทรศัพท์ว่าใช้อยู่ที่ไหน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง) ที่อ้างว่าครูปรีชาไม่ได้ไปตลาดเรดซิตี้ในวันที่อ้างว่าซื้อล็อตเตอรี่นั้น ครูปรีชาก็อาจอ้างได้ว่า เดินทางไปตลาดโดยไม่ได้พกโทรศัพท์ถือมือไปด้วย
คำถามที่น่าคิดขณะนี้ก็คือ ฝั่งตำรวจมีพยานหลักฐานอะไรบ้าง และหนักแน่นมากพอที่จะเอาผิดครูปรีชากับพวกจริงหรือไม่ หากจริงทำไมต้องมีคำพูดลักษณะ "ขู่กลายๆ" ให้ฝั่งครูปรีชาและพยานทีมเจ๊กลับคำให้การ หรือรับสารภาพเสีย
นี่คือข้อสังเกตที่ล่าความจริงนำมาฝากกัน เราไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด แต่เมื่อมีประเด็นเงื่อนแง่ของกฎหมายและการรวบรวมพยานหลักฐาน ก็นำมาเสนอเพื่อให้ช่วยกันวิเคราะห์ต่อค่ะ