ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร นายศศิน เฉลิมลภา ประธานมูลนิธิสืบนาคาเสถียร อ่านแถลงการณ์ เรียกร้องให้ตำรวจเร่งสรุปสำนวนคดีนายเปรมชัย กรรณสูตร ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด มหาชน พร้อมพวกรวม 4 คน ข้อหาล่าสัตว์ป่า เพราะตั้งแต่จับกุมได้มาจนถึงวันนี้ก็ครบ 1 เดือนแล้ว แต่การดำเนินคดียังคงมีความล่าช้าจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็จะเห็นได้ว่า นายเปรมชัยและพวกได้ซุกซ่อนอาวุธลักลอบเข้าไปในพื้นที่ห้ามตั้งแคมป์ แสดงว่ามีเจตนาเข้าไปล่าสัตว์ป่าตั้งแต่แรก มิใช่เพื่อพักผ่อนตามที่กล่าวอ้าง
แถมตอนจับกุมนายเปรมชัยกับพวก ยังจับได้พร้อมซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ปืนและกระสุนจำนวนมาก ทั้งหมดล้วนเป็นพยานหลักฐานชัดเจนว่านายเปรมชัยและพวกได้กระทำความผิดสำเร็จแล้ว จึงขอเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เร่งสรุปสำนวนเพราะคดีไม่มีความซับซ้อน และส่งให้อัยการและส่งฟ้องต่อศาล และอย่าพยายามเบี่ยงเบนประเด็นการสอบสวน
หลังจากนี้จะทำเรื่องเพื่อขอเข้าพบผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา เพื่อขอความมั่นใจในการดำเนินคดีฆ่าสัตว์ป่าคุ้มครองกับนายเปรมชัย ซึ่งหากการดำเนินคดียังล่าช้า หรือยังไม่มีการสั่งฟ้อง ก็จะยื่นเรื่องให้ดีเอสไอ รับไว้เป็นคดีพิเศษ
นอกจากคุณศศินแล้ว ก็ยังมีคุณรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพ ก็ออกมาตั้งคำถามผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีนี้ว่าเหตุใดต้องไปแก้ต่างให้คนยิงเสือดำว่าไม่ได้ทารุณสัตว์ การทำเช่นนี้ทำให้ประชาชนสงสัยว่าจะได้รับความเท่าเทียมกันระหว่างคนจนและคนรวยหรือไม่ ตำรวจเป็นต้องทางของกระบวนการยุติธรรม เป็นผู้ทำสำนวนคดีถ้าทำสำนวนอ่อนผู้ต้องหาอาจไม่ต้องรับโทษ ดังนั้นจึงต้องมีการถ่วงดุลการสอบสวนในชั้นตำรวจโดยให้อัยการเข้ามามีส่วนร่วมสอบสวนในคดีสำคัญ
ขณะที่อดีตรัฐนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณธีระชัย ภูวนาทนรานุบาล ก็โพสต์ เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นบอกว่า การตัดความผิดตามกฎหมายทารุณกรรมสัตว์ไม่น่ามีปัญหา เพราะก็ยังมีความผิดอื่นๆ อยู่อีกหลายกระทง แต่การที่ตำรวจผู้คุมพยายามสอบเจ้าหน้าที่อุทยานข้อหาไม่เก็บค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน ข้อหารับสินบนเป็นไฟ และเรียกมาสอบเครียดแทนที่จะสอบผู้ต้องหาแบบนี้ไม่ปกติ รวมทั้งอากัปกิริยา เหตุการณ์ตอนที่บิ๊กนายพลตำรวจพบต่อหน้าผู้ต้องหา ที่เมื่อดูคลิปแล้วเห็นชัดเจนว่า ไม่ใช่การรับไหว้จากผู้ต้องหา แต่เป็นการไหว้ตอบ อย่างนอบน้อม แล้วแบบนี้คดีจะเป็นอย่างไร สุดท้ายคงคล้ายๆกับกรณีนายพลโรเล็กซ์