เนชั่นทีวี

ข่าว

จับตาพรรคใหม่... หรือจะแค่แมงเม่าบินเข้ากองไฟ!

05 มี.ค. 2561 | wanchat

จับตาพรรคใหม่... หรือจะแค่แมงเม่าบินเข้ากองไฟ!

หลังถูก คสช.แช่แข็งการเมืองไทยมาร่วม 4 ปี วันนี้ปี่กลองการเมืองเริ่มเชิด เมื่อ คสช. "คลายล็อค" เปิดให้ "กลุ่มการเมือง" ที่ต้องการตั้งพรรคใหม่ จดแจ้งจัดตั้งพรรคกับ กกต.ได้ตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และสถานการณ์ก็เป็นไปตามคาด เพราะแค่วันแรกวันเดียวก็มีกลุ่มการเมืองยื่นเอกสารหลักฐานจดแจ้งจัดตั้งพรรคมากถึง 42 พรรค วันนี้ซึ่งนับเป็นวันทำการวันที่ 2 ก็มีกลุ่มการเมืองมาขอจดแจ้งจัดตั้งพรรคเพิ่มอีก

สำหรับกลุ่มการเมืองที่มา "จดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่" ในช่วงนี้ ยังไม่ถือว่าเป็น "พรรคการเมือง" ตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ เพราะเป็นเพียงมายื่นจดแจ้งและ "จองชื่อพรรค" เอาไว้เท่านั้น ขั้นตอนหลังจากนี้ กกต.จะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร / เริ่มจากผู้ร่วมก่อตั้งพรรค 15 คน ตามด้วยคุณสมบัติของสมาชิกพรรคตามที่ตามกฎหมายพรรคการเมืองกำหนด ซึ่ง "คุณสมบัติ" หรือ "สเปค" เขียนไว้ค่อนข้างสูงกว่ากฎหมายเดิมมาก โดย กกต.จะส่งรายชื่อผู้ขอจดแจ้งจัดตั้งพรรค ไปตรวจสอบลักษณะต้องห้ามการเป็นสมาชิกพรรคกับ 9 หน่วยงาน
ขั้นตอนนี้ กกต.คาดว่าจะดำเนินการเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารได้เสร็จภายใน 30 วัน จากนั้นจะออกหนังสือ "รับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง" เพื่อให้ "กลุ่มการเมือง" ไปดำเนินการหาผู้ร่วมจัดตั้งไม่น้อยกว่า 500 คน และจัดประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองครั้งแรกไม่น้อยกว่า 250 คน รวมทั้งรวบรวม "เงินทุนประเดิม" ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท โดยผู้ร่วมจัดตั้งพรรคจะต้องมีส่วนร่วมอย่างน้อยคนละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 50,000 บาท และมีสาขาพรรคครบ 4 ภาค ซึ่งทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่ได้รับหนังสือรับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง
ดอกเตอร์ สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ สถาบันพระปกเกล้า มองว่า การแจ้งเกิดของพรรคการเมืองใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแค่ขั้นตอนการตั้งพรรคที่ต้องมีทุนประเดิมถึง 1 ล้านบาท มีสมาชิกอย่างน้อย 500 คน และมีสาขาพรรคทั้ง 4 ภาค ก็ยากหนักหนาแล้ว เท่านั้นยังไม่พอ การจะได้คะแนนเสียงจากสนามเลือกตั้งอย่างเป็นกอบเป็นกำ เพื่อมี ส.ส.เดินเฉิดฉายเข้าสู่ "สภาหินอ่อน" ก็ยากไม่แพ้กัน
เพราะแม้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะใช้ระบบการเลือกตั้งแบบ "จัดสรรปันส่วนผสม" ให้ความสำคัญกับคะแนนทุกคะแนนที่ประชาชนเลือก แม้แต่คะแนนของ "ผู้สมัคร ส.ส.เขต" ที่พ่ายแพ้ ซึ่งเรียกว่า "คะแนนเสียงตกน้ำ" นำไปคิดรวมกันทั้งประเทศ เพื่อคิดสัดส่วน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 150 คนก็ตาม แต่นั่นก็ต้องหมายความว่า พรรคการเมืองขนาดเล็ก และบรรดาพรรคหน้าใหม่ ต้องส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตจำนวนมาก เพื่อรวม "คะแนนเสียงตกน้ำ" ให้ได้ในระดับแสนคะแนนจากทั้งประเทศ โดยคะแนนขั้นต่ำ 1 แสนคะแนน คิดจากฐานคะแนน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง หรือปาร์ตี้ลิสต์เดิมที่เคยเลือกกันมาหลายครั้ง

ฉะนั้นหากผู้สมัครของพรรคเล็กหรือพรรคหน้าใหม่ไม่โดดเด่นพอ และพรรคไม่มี "จุดยืนทางการเมือง" ที่สอดคล้องกับทัศนคติของประชาชนเจ้าของคะแนนเสียง ก็ไม่ง่ายที่จะหาคะแนนได้หลักแสน สมมติง่ายๆ ถ้าพรรคเล็กส่งผู้สมัคร 20 เขต ก็ต้องได้เขตละ 5,000 คะแนน ถึงจะถูกนำไปคำนวณเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ 1 คน
สอดคล้องกับความเห็นของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ก็ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า การแจ้งเกิดของพรรคเล็กและพรรคหน้าใหม่ อาจไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิด เพราะระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้กาบัตรเลือกตั้งแค่ใบเดียว คือเลือก ส.ส.เขต แล้วเอาคะแนนจาก ส.ส.แต่ละเขตมานับรวมเป็นคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ นั่นหมายความว่าหากอยากได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องส่ง "ผู้สมัคร ส.ส.เขต" ทั่วประเทศ หรืออย่างน้อยก็ทั่วทั้งภาค จึงจะมีคะแนนมากพอให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เข้าไปในสภา ซึ่งพรรคการเมืองที่จะส่ง ส.ส.เขต ได้เยอะขนาดนั้น ย่อมไม่ใช่พรรคเล็กหรือพรรคหน้าใหม่ที่ไม่มีกลุ่มทุนหนุนหลังอย่างแน่นอน
ยิ่งการเลือกตั้งครั้งหน้า การเมืองไทยกำลังเดินไปสู่การต่อสู้ระหว่าง "พรรคหนุนทหาร" กับ "พรรคไม่เอาทหาร" ขณะที่พรรคหน้าใหม่จำนวนหนึ่งที่เคยประกาศสานฝันให้ "นายกฯลุงตู่" เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 แต่วันนี้ "รัฐบาล คสช." กำลังเผชิญภาวะ "ขาลงแบบสุดกู่" จนแทบไม่มีพรรคไหนกล้าประกาศตัวหนุน "บิ๊กตู่" ชัดๆ อีกเลย สถานการณ์แบบนี้จะยิ่งบีบทางเลือกให้แคบลง และพรรคใหญ่ที่มีฐานเสียงเดิม มีจุดยืนการเมืองชัดเจน จะยิ่งจูงใจให้ประชาชนลงคะแนนให้ ส่วนพรรคเล็กและพรรคหน้าใหม่ที่หวังจะเป็นพรรคทางเลือก อาจเป็นได้แค่ "ไม้ประดับ" เท่านั้นหรือหนักกว่านั้น ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ อาจเป็นเหมือนกองไฟสีสวยๆ ที่จุดล่อพรรคหน้าใหม่ซึ่งเปรียบเสมือนแมงเม่า ให้บินเข้าไปตายในกองเพลิง!

ข่าวล่าสุด