นี่เป็นสถานการณ์หมอกควันพิษที่ นับว่าเป็นปัญหา เรื้อรังที่เกิดขึ้นทุกปี สาเหตุหลักเกิดจากการ จุดไฟเผาพื้นที่เกษตร ที่ผ่านมาภาครัฐใช้มาตรการเชิงรุก ที่หลากหลาย ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การรณรงค์ทำความเข้าใจ แต่การแก้ปัญหานี้จะประสบความสำเร็จต้องมาจาการมีส่วนร่วม
การแก้ปัญหาที่อีกวิธีหนึ่ง คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การป้องกันปัญหาหมอกควันไฟป่า อย่างมีศูนย์ร่วม เช่น ในพื้นที่บ้านแม่กลางหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ นับเป็นต้นแบบเป็นพื้นที่ปลอดการเผา แก้ปัญหาไฟป่าอย่างมีส่วนร่วม
ที่ผ่านมากรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่วมกับคณะทำงานแม่แจ่มโมเดลพลัส เดินหน้าขับเคลื่อน เปิดพื้นที่เรียนรู้ ศูนย์เรียนรู้ " ไผ่ และ กาแฟ ครบวงจร" เพื่อส่งเสริมอาชีพ ลดการบุกรุกทำลายป่า เผาป่า ขยายผลให้เกิดแนวทางการขับเคลื่อนแม่แจ่มโมเดลพลัสสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ย้อนไปปี 2559 มีการลงนามบันทึกข้อตกลง ว่าด้วยความร่วมมือ แก้ปัญหาป่าไม้กับชุมชน และ หมอกควันไฟป่าอย่างยั่งยืน หรือ " แม่แจ่มโมเดลพลัส" แก้ปัญหาหมอกควัน การบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ อ.แม่แจ่ม นำร่อง 15 หมู่บ้าน ในปี 2561 เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ แม่แจ่มโมเดลพลัส สู่การปฏิบัติงานร่วมกันของทุกฝ่าย ทั้งการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า ที่ดินทำกิน ลดปัญหาหมอกควัน แก้ปัญหาหนี้สิน พัฒนาอาชีพ และ เสริมศักยภาพชุมชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่แนวทางสร้างป่า สร้างรายได้ ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 การเปลี่ยนวิถีชีวิตการทำการเกษตรแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว หันมาพืชชนิดอื่น ทั้งปลูกไผ่ การปลูกโก้ กาแฟ รวมถึงพืชผักสวนครัว สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ทั้งหมด คือ ความพยาม ลดการเผาป่า ปลูกข้าวโพด
นอกจากการปลูกไผ่แบบครบวงจร นำมาทำเครื่องจักรสาน โก้โก้ นับเป็นพืชที่ดูแลง่าย ทนทานต่อทุกสภาพดิน สภาพอากาศ ให้ผลผลิตดี เมื่อมีพืชที่สร้างรายได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเผาป่า. ส่วน กาแฟ มีการสนับสนุน ปลูกในพื้นที่อ.แม่แจ่ม ตำบลต่าง ๆ และ จะต้องมีการทดสอบคุณภาพของเมล็ดกาแฟให้ได้คุณภาพ ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นอาชาชีพที่สร้างรายได้ ให้กับชาวบ้าน
แม่แจ่มโมเดล กลไกประชารัฐ เริ่มเห็นผลสำเร็จ
รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ บอกว่า ในอดีต อ.แม่แจ่ม ปลูกข้าวโพดจำนวนมาก เกิดความไม่คุ้มทุน ยังทำให้ดิน แหล่งน้ำถูกทำลาย จึงมีโครงการร่วมกับชุมชนเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนที่ดีกว่า ใช้พื้นที่น้อย ได้มูลค่าเพิ่ม โดยมีหลายภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งมหาวิทยาลัยที่ให้ความรู้เรื่องวิชาการ ภาคธุรกิจเอกชนที่เข้ามาช่วยเรื่องการตลาด และ ยังมีส่วนที่ประชาชนเสนอการพัฒนาแหล่งน้ำ ถือว่าขณะนี้องค์ประกอบเริ่มครบ หากทำร่วมกันได้ พื้นที่ อ.แม่แจ่ม จะเป็นตัวอย่างในการมุ่งมั่นลดพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยว มุ่งมั่นลดการทำลายพื้นที่ป่าเขา ทำให้อยู่ร่วมกัน โดยที่รัฐได้ป่า ประชาได้ที่ทำกิน แต่ทั้งนี้ต้องมีกติการ่วมกันว่าต้องปลูกพืชที่ให้ร่มเงา ไม่ใช้พื้นที่มากและไม่ตัดไม้ทำลายป่า ไม่เผาป่าจนเกิดไฟป่าหมอกควัน
"วันนี้เดินทางมาถึงจุดที่มีความร่วมมือ แม่แจ่มเดินมาถึงจุดที่มีความร่วมมือ ถือว่าก้าวหน้าดีมาก แม้ว่าผลผลิตจะยังไม่ได้ออกมาให้เห็นชัดเจน ซึ่งการที่จะให้ชาวบ้านเชื่อมั่น ต้องแสดงตัวอย่างให้เห็นก่อน ส่วนระยะเวลาดำเนินโครงการต้องดูจากผลผลิตที่ออก อย่างน้อยอาจใช้เวลา 2-3 ปี เพราะงานลักษณะนี้ต้องใช้ความอดทน ความมุ่งมั่น ความร่วมมือร่วมใจ ซึ่งที่นี่สะท้อนเรื่องกลไกประชารัฐได้ชัดเจน ถือว่าประสบความสำเร็จ เรื่องความร่วมมือ
"สิ่งสำคัญ คือ ต้องยกระดับรายได้ของชาวบ้าน จึงจะถือว่าประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง"
นับตั้งแต่ปี 2559 อ.แม่แจ่ม เชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่เกิดการเผาป่า และ พบจุดความร้อน ฮอตสปอตมากที่สุด แต่ในปี2560 ถึง ปี 2561 การเผาป่าลดลงไป นับเป็นอีกตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือ และแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน