ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนนี้ทำให้องค์กรพัฒนาเอกชนอย่าง "มูลนิธิอิสรชน" ซึ่งทำงานเกี่ยวกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ถึงขั้นต้องออกมาแถลงข่าวประณามข้าราชการที่ร่วมวงทุจริตได้แม้กระทั่ง "เงินประทังชีวิตของผู้ยากไร้และผู้ป่วยเอดส์" ปัญหานี้มีต้นตอมาจากไหน และสะท้อนอะไรบ้างในระบบราชการไทย ติดตามได้จากรายงานพิเศษของคุณชลธิชา รอดกันภัย
หลับหูหลับตาไปที่ไหนก็พบทุจริต
วลีที่ว่า "ไปที่ไหน ก็เจอที่นั่น" และ "หลับหูหลับตาตรวจที่ไหนก็พบทุจริต" คงพออธิบายขบวนการปล้นเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง รวมไปถึงผู้ป่วยเอดส์ ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ กระทรวง พม.ได้อย่างเห็นภาพ
ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ใช้เวลาลงพื้นที่เพียง 13 วัน ก็พบการทุจริตแล้ว 14 จังหวัด พูดง่ายๆ คือเฉลี่ยเกินวันละ 1 จังหวัดด้วยซ้ำ
ป.ป.ท.เริ่มตรวจสอบข้อมูลรายจังหวัด คือเริ่มจาก "ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง" ของจังหวัดที่ได้รับจัดสรรงบประมาณปี 2560 เกิน 1 ล้านบาทก่อน ขอนแก่นเป็นจังหวัดแรกที่ตรวจสอบ ก่อนขยายวงไปที่เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี และจังหวัดอื่นๆ โดยรวบรวมข้อเท็จจริงจากทั้งเอกสารและสอบปากคำชาวบ้านที่มีรายชื่อเบิกเงิน เจ้าหน้าที่พบแผนประทุษกรรมของการทุจริตจะคล้ายๆกัน แบ่งเป็น 2 วิธี คือ ปลอมแปลงเอกสารของชาวบ้านเพื่อเบิกเงิน โดยเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของศูนย์ฯกรอกรายละเอียดเอง สุดท้ายชาวบ้านไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว ส่วนอีกวิธีคือปลอมแปลงเอกสารบางส่วน โดยกรอกรายละเอียดพร้อมปลอมรายชื่อ หรือเอาแบบฟอร์มการเบิกเงินที่ไม่ได้กรอกรายละเอียดใดๆ ให้ชาวบ้านลงนาม แม้ชาวบ้านจะได้รับเงิน แต่ก็ได้ไม่ครบตามจำนวนที่ต้องได้รับจริง
ความคืบหน้าจนถึงวันนี้ ป.ป.ท.ส่งสำนวนให้คณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อแจ้งข้อกล่าวหากับผู้กระทำความความผิดรวม 11 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งของจังหวัดขอนแก่น และเชียงใหม่ ในขั้นตอนนี้ คณะอนุกรรมการไต่สวนจะให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง หากให้การเป็นประโยชน์ต่อคดี ก็สามารถกันไว้เป็นพยานได้ และหากซักทอดถึงข้าราชการระดับสูงในกระทรวงฯ ก็จะดำเนินการส่งเรื่องต่อให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ
หากมองถึงปัญหาผู้มีรายได้น้อยและคนไร้ที่พึ่งในบ้านเรา มูลนิธิอิสรชนซึ่งทำงานเกี่ยวกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ สะท้อนปัญหาการใช้ชีวิตของคนเร่ร่อนไร้ที่พึ่งในปี 2560 พบว่าปัจจุบันผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะหรือคนไร้ที่พึ่ง เฉพาะในกรุงเทพมหานครมีจำนวน 3,630 คน เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 10 จากปี 2559 / ส่วนใหญ่คือคนเร่ร่อน อีกกลุ่มคือผู้ที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะหลับนอนชั่วคราวจนป่วยเรื้อรัง สุดท้ายเสียชีวิตข้างถนน กว่าร้อยละ 40 ของคนเร่ร่อน เป็นคนสูงอายุ แม้ภาครัฐจะมีสวัสดิการรองรับผู้สูงอายุสูงสุดอยู่ที่เดือนละ 1,000 บาทก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่มูลนิธิอิสรชนมองว่านี่อาจยังไม่ตอบโจทย์การดำรงชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมไทย
นับเป็นเรื่องท้าทายสำหรับปัญหาผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และคนไร้ที่พึ่งที่ภาครัฐพยายามแก้ไขมาโดยตลอด เพราะภารกิจนี้กำลังเดินหน้าไปด้วยดีภายใต้พระราชบัญญัติการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ปี 2557 ที่กำหนดให้มี "ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง" ในระดับจังหวัด และมีแผนงานยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย แต่วันนี้กลับมีข่าวอื้อฉาวที่พบข้าราชการระดับสูงผู้มีอำนาจเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือคนยากไร้ มีพฤติกรรมทุจริตทอนเงินกลับเข้ากระเป๋าตัวเองมากถึง 50%
ในสายตาของเจ้าหน้าที่มูลนิธิอิสรชน มองว่าปัญหานี้เกิดจากจิตใต้สำนึกของเจ้าหน้าที่และข้าราชการ ที่หวังจะทุจริตคอรัปชั่นเงินคนจน
สาเหตุของการทุจริตอย่างมโหฬารนี้ เจ้าหน้าที่มูลนิธิอิสรชน มองว่า เกิดจากความต้องการทำผลงานของเจ้าหน้าที่ในกระทรวง พม. เมื่อมีคำสั่งลงมาจากระดับนโยบาย จึงเร่งดำเนินการ แต่ไม่เป็นไปตามกระบวนการที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะขาดการตรวจสอบสิทธิ์ของชาวบ้านและความโปร่งใสในการจ่ายเงิน
อีกสาเหตุหนึ่งคือกระบวนการเตรียมความพร้อม "คนทำงาน" ที่ไม่ดีพอ เพราะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานกับคนไร้ที่พึ่ง ต้องรับผิดชอบตลอด 24 ชั่วโมง แต่กลับต้องทำงานแบบเหมาจ่าย หลายครั้งต้องประสบกับสภาวะเสี่ยงระหว่างการปฏิบัติงาน แต่รัฐไม่มีสวัสดิการใดๆ รองรับ จึงกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดแรงกระตุ้นในการทุจริต
ฉะนั้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ ต้องสร้างจิตสำนึกให้กับคนทำงาน ขณะเดียวกันในระดับนโยบายก็ต้องวางแผนและดูแลคนทำงานให้มีสวัสดิภาพและสวัสดิการที่ดีมากพอไปพร้อมกันด้วย