เมื่อเวลา 10.45 น.วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ตำรวจภูธรภาค 5 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า รอง ผบช.ภ.5 ตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดย พล.ต.ต.ปรีชา วิมลไชยจิต ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน, พ.ต.อ.รังสิต โลไทยสงค์ รอง ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน, พ.ต.อ.ธนะรัชต์ ซุ่มสวัสดิ์ รอง ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน และ พ.ต.อ.กฤตชัย ทองอยู่ รอง ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน พ.ต.อ.ธนพล อิินทปัญญา ผกก.สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน, พ.ต.ท.อภิรักษ์ จุ้ยสำราญ รอง ผกก.สส.ฯ, พ.ต.ท.สมศักดิ์ ต๊ะแดง รอง ผกก.ป.ฯ , พ.ต.ท.วรธันย์ เครือจันต๊ะ พงส.(สบ๓)ฯ, พ.ต.ท.ธนัญชัย อาจชัยชาญ สวป. ปรท.สว.สส.ฯ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนและสอบสวน สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจภูธรภาค 5 ให้เร่งรัดสืบสวนปราบปรามจับกุมกลุ่มคนร้ายก่อเหตุประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนโดยทั่วไปทั้งไทยและต่างประเทศ และคดีที่เป็นที่สนใจของประชาชนโดยทั่วไป โดยให้มีการดำเนินการอย่างเด็ดขาดและต่อเนื่องตลอดมา ได้เปิดแถลงข่าว ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองแม่ฮ่องสอน โดยผู้ต้องหา คือ น.ส.รุ่งทิวา หรือครูปุ้ย จิตรประนอม อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60/11 ถ.ชำนาญสถิต ต.จองคำ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน
ฐานความผิด "แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย, รู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำความผิด, ทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่าได้มีความผิดอาญาเกิดขึ้น และแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ"
เหตุเกิดที่ โรงพยาบาลศรีสังวาลย์แม่ฮ่องสอน ถ.สิงหนาทบำรุง ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 เวลาประมาณ 12.30 น. พฤติการณ์กล่าวคือ ด้วย เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 เวลาประมาณ 20.15 น.ได้มีนายอุทิตย์ จิตรประนอม อายุ 54 ปี บิดาของผู้ต้องหา มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 13.30 น. ผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุตรสาวซึ่งเป็นครูประจำโรงเรียนเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน ได้หายออกจากโรงเรียนเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอนไป และไม่สามารถติดต่อได้
สอบถามจากเพื่อนครูได้ความว่า ผู้ต้องหาได้บอกว่าจะไปเอาเงินที่สามีภรรยาคู่หนึ่งที่ได้ยืมจากผู้ต้องหาจำนวนหลักแสน ซึ่งไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน บริเวณศาลาริมทางปากทางเข้าบ้านสบสอย ถ.สายเลี่ยงเมือง 128 ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน นายอุทิตย์ เกรงว่าผู้ต้องหาจะได้รับอันตราย จึงได้มาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ออกติดตามหาตัวผู้ต้องหาต่อไป ร.ต.อ.ทินกรฯได้รับแจ้งความไว้แล้ว ได้ประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครือข่ายติดตามหาตัวผู้ต้องหาและจะได้ดำเนินการสอบสวนต่อไปว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นหรือไม่
ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 21.00 น. ร.ต.อ.ทินกร ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนว่า ได้พบตัวผู้ต้องหาแล้ว ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่ รพ.ศรีสังวาลย์แม่ฮ่องสอน เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนได้เข้าไปสอบถามข้อมูล แต่ผู้ต้องหาก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือแต่อย่างใด จนกระทั่งต่อมาในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ร.ต.อ.ทินกร ได้สอบสวนปากคำผู้ต้องหาไว้ในบันทึกคำให้การซึ่งให้การว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 11.40 น. ผู้ต้องหาได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน 1กข-6390 แม่ฮ่องสอน ออกจากโรงเรียนเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน เพื่อไปเอาเงินจาก น.ส.ออย (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง) ที่ศาลาริมทางปากทางเข้าบ้านสบสอย ถ.สายเลี่ยงเมือง 128 ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน แต่ไม่พบ น.ส.ออยแต่อย่างใด
โดยผู้ต้องหาได้ตามหา น.ส.ออย จนกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. ผู้ต้องหาพบกับชายจำนวนสามคน ที่ได้ขับขี่รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า แบบแคป สีดำ จำหมายเลขทะเบียนไม่ได้ และชายสองคนได้จับตัวผู้ต้องหาไว้ ชายอีกคนหนึ่งใช้มีดคัตเตอร์ กรีดบริเวณแขนทั้งสองข้างและบริเวณใบหน้า และได้ใช้มือตบหน้าของผู้ต้องหา จากนั้นชายทั้งสามคนก็ได้ขับขี่รถยนต์ออกไปจากบริเวณบ่อขยะที่เกิดเหตุ ส่วนตัวผู้ต้องหาได้อยู่ในที่เกิดเหตุจนกระทั่งหลับไป ในลักษณะหลับๆตื่นๆจนกระทั่งเวลาประมาณเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นระยะเวลาประมาณ 26 ชั่วโมง จึงได้ออกจากที่เกิดเหตุและขอความช่วยเหลือจากเพื่อนครู พร้อมกับพวกไปรับตัวผู้ต้องหาที่ม่อนสายหมอกรีสอร์ต มาทำการรักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีสังวาลย์ โดยทรัพย์สินของผู้ต้องหาไม่ได้สูญหายแต่อย่างใด
เมื่อพนักงานสอบสวนสอบถามผู้ต้องหาเกี่ยวกับบุคคลที่แจ้งไว้ กลับ ไม่มีโปรแกรมไลน์และหมายเลขโทรศัพท์ของน.ส.ออย แต่อย่างใด ทั้งที่เป็นบุคคลสำคัญที่ได้กู้ยืมเงินจากผู้ต้องหาเป็นเงินจำนวนมากถึง 500,000 บาท อีกทั้งคำให้การของผู้ต้องหาไม่สมเหตุสมผลที่ทำให้เชื่อว่ามีการกระทำความผิดอาญาขึ้นจริง
เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนจึงได้ออกตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและหาข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนกระทั่งวันที่ 23 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนสืบทราบว่า ผู้ต้องหาไม่ได้ถูกคนร้ายชายสามคนทำร้ายร่างกายตามที่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด แต่ความจริงแล้วผู้ต้องหาได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปขอเช่าห้องพักที่ปิยะธิดา วิวดอย ซึ่งอยู่ที่ถนนสายเลี่ยงเมือง ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 18.00 น. ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 18.00 น. โดยไม่ได้จ่ายค่าเช่าห้องพักและได้ทิ้งกระเป๋าสะพายสีดำไว้ให้พนักงานทำความสะอาดของรีสอร์ตดังกล่าวด้วย
เมื่อได้ทำการสอบสวนผู้ดูแลและพนักงานทำความสะอาดที่รีสอร์ทดังกล่าวให้การยืนยันว่า จดจำตำหนิรูปพรรณและใบหน้าของผู้ต้องหาได้อย่างแน่นอน โดยเป็นผู้ไปขอใช้บริการห้องเช่าหมายเลข 4 และได้อยู่ภายในห้องพักโดยตลอดเวลา ไม่ได้ออกไปนอกรีสอร์ตแต่อย่างใด อีกทั้งยังได้ทิ้งประเป๋าสะพายของตนเองให้พนักงานทำความสะอาดของรีสอร์ท อีกด้วย จึงเห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดต่อกฎหมาย จึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไป
ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 10.00 น. ผู้ต้องหาได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าที่ทำไปเพราะมีปัญหาเรื่องเงินและหาทางออกไม่ได้ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะได้นำตัวส่งฟ้องยังศาลต่อไป
อนึ่ง สำหรับคดีที่ผู้ต้องหาไปหลอกลวงชักชวนผู้อื่นให้มาร่วมลงทุนโดยผิดกฎหมาย ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้นประมาณ 7 ล้านบาท พนักงานสอบสวนจะได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไป ทั้งนี้ขอให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหาย โปรดมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนที่ สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน เพื่อจะได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาและผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด
พ.ต.อ.กฤตชัย ทองอยู่ รอง ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า กรณีผู้ต้องหาที่ปล่อยเงินกู้และมีลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน และชุดสืบสวนภูธรเมืองแม่ฮ่องสอน กำลังแกะรอยเส้นทางการเงินของ ครูปุ้ย อย่างใกล้ชิด ในเบื้องต้นพอทราบแล้ว ว่ามีใครบ้างที่อยู่เบื้องหลังในการปล่อยเงินให้กับ ผู้ต้องหา ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐานในการเอาผิดกับกลุ่ม คนดังกล่าว ที่เข้าไปมีส่วนพัวพันกับการปล่อยเงินกู้นอกระบบ และ ปล่อยกู้ในลักษณะแชร์ลูกโซ่ โดยขณะนี้มีผู้ที่ถูกหลอกลวง เบื้องต้นจำนวน 13 ราย รวมยอดเงิน 7,000,000 บาท และมีผู้เสียหาย เข้ามาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนแล้ว 1 ราย และจะถูกกันเป็นพยานในคดีดังกล่าว ดังนั้นจึงอยากจะวิงวอนให้ผู้ที่รับรับความเสียหาย ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และ จังหวัดใกล้เคียง ให้รีบเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน โดยเร็ว