อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นายจตุพร บุรุษพัฒน์ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการกัดเซาะชายฝั่งและนักวิชาการด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของไทย อาทิ อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ,อาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง, ร่วมกันถลงถึงสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งของไทย ปี 2560
นายจตุพร ระบุว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ไทยประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 2495-2551 พบว่ามีพื้นที่ชายฝั่งที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งประมาณ 800 กิโลเมตร จากความยาวชายฝั่ง 3,151 กิโลเมตร แต่หลังจากความพยามแก้ปัญหา ปัจจุบันผ่านพ้นวิฤตไปแล้ว จากการสำรวจปี 2560พบพื้นที่การกัดเซาะได้รับการแก้ไขแล้ว 559กิโลเมตร คิดเป็น18% ยังเหลือพื้นที่กัดเซาะ ที่ยังไม่รับการแก้ไขระยะทาง 145 กิโลเมตร คิดเป็นประมาณ 5% ของความยาวชายฝั่ง และ พื้นที่ที่ไม่มีปัญหาการกัดเซาะระยะทาง 2,447 กิโลเมตร คิดเป็นประมาณ 77% ของแนวชายฝั่ง
สำหรับพื้นที่ ที่ยังมีการกัดเซาะชายฝั่งรุนแรง คือ จังหวัดสงขลา นครีธรรมราช ปากพนัง หัวไทร ขนาบนาก แหลมตะลุมพุก จะเร่งเพิ่มมาตราการป้องกันด้วยวิธีที่เหมาะสม
อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝัง ระบุว่า แนวทางในอนาคต ที่ผ่านการเห็นชอบ จาก ครม.การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง จะมุ่งเน้นความสอดคล้องกับธรรมชาติไม่ส่งผลต่อเนื่องไปยังพื้นที่ข้างเคียงเป็นหลักซึ่งแบ่ง เป็น 4 แนวทาง 3 มาตรการ 8 รูปแบบ คือ การปรับสมดุลชายฝั่งโดยธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่อาจเกิดขึ้นจากการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งดำเนินการในรูปแบบการกำหนดพื้นที่ถอยร่น ห้ามก่อสร้างหรือกระทำกิจกรรมที่เปลี่ยนแปลงสภาพสัณฐานชายหาดและเนินทราย เพื่อให้ธรรมชาติปรับสมดุล
ด้าน นายศักดิ์อนันต์ ระบุว่า การกัดเซาะชายฝั่งรุนแรง รุกลามบานปลาย ที่ผ่านมา เพราะการใช้หินกำแพงสู้กับคลื่น ทำให้เกิดปัญหารุกลามมากขึ้น สาเหตใหญ่ เกิดจากเขื่อนป้องกันร่องน้ำ ฉะนั้น การหยุดก่อสร้าง การหยุดเติมทราย และใช้วิธีธรรมชาติจัดการกับธรรมชาติ การปลูกป่า การฟื้นฟูชายหาด และ การปักเสาดักตะกอน เพื่อปลูกป่าชายเลน จะเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน