ยิ่งนานวัน สังคมยิ่งจับจ้อง และตั้งคำถามถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ในกรณี เสือดำทุ่งใหญ่นเรศวร ว่าจะสามารถสาวไปหาต้นตอที่ทำให้ระบบอนุรักษ์ของไทยปั่นป่วนจนถึงวันนี้ได้หรือไม่
ที่น่าสนใจกว่านั้น ทั้งเสือดำในป่า หรือปะการังโขดที่หมู่เกาะสุรินทร์ที่เกิดในเวลาไล่เลี่ยกันยิ่งทำให้เห็นชัดว่าวันนี้เขตอนุรักษ์ของไทย เปราะบาง และ สุ่มเสี่ยงขนาดไหน
พื้นที่อนุรักษ์ในประเทศไทย
ป่า 102 ล้านไร่ทะเล 3.5 แสนไร่อุทยานแห่งชาติทางบก-ทะเล ไม่ต่ำกว่า 140 แห่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 55 แห่งเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 48 แห่งอัตรากำลัง 15,000 คนที่มา : กรมอุทยานฯ
ผืนป่า 102 ล้านไร่ และน่านน้ำทะเลอีกกว่า 3 แสนไร่ แบ่งเป็นเขตอนุรักษ์ กว่า 140 แห่ง ทั้งทางบก และทางทะเล เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 55 แห่ง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 48 แห่ง ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ทำงานพิทักษ์ป่าอยู่ทั่วประเทศราว 15,000 คน แต่ในความเป็นจริงเจ้าหน้าที่ที่พร้อมปฏิบัติงานกลับมีไม่ถึงครึ่ง
ขณะที่ภาพรวมการจับกุมคดีค้าสัตว์ป่า ก็มีสัตว์ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ถูกจับไม่ต่ำกว่า 13,000 ตัว โดยเฉพาะการลักลอบขนสัตว์ป่าที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้านเริ่มกลับมา โดยเฉพาะ "กลุ่มลับ" ทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งหากดูตัวเลขคดีที่เกิดขึ้นแค่ช่วงต้นปี 2561 มาถึงวันนี้ มีคดีเกี่ยวกับสัตว์ป่าเกิดขึ้นแล้วกว่า 120 คดี
ส่วนทางทรัพยากรทะเลและชายฝั่งอันเป็นหนึ่งในต้นทุนของเศรษฐกิจไทยก็มีปัญหาไม่ต่างกัน เพราะตั้งแต่มีการบันทึกปริมาณขยะในทะเลเมื่อปี 2552 เป็นต้นมา ทะเลไทยกลายเป็นถังใบใหญ่ที่มีขยะนอนก้นอยู่อย่างน้อย 72 ล้านตันไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น "พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล" ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่แย่ลงทุกที
ปัญหานี้สะท้อนจากสถานการณ์สัตว์ทะเลหายากที่บ่งชี้ความสมบูรณ์ของทะเลอย่าง เต่าทะเล วาฬ โลมา และพะยูน เมื่อปีที่ผ่านมาจาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพบว่า ตัวเลข 3 ปีย้อนหลัง มีสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นเฉลี่ยปีละ 400 ตัว เต่าทะเลถูกพบเยอะที่สุด โดยเครื่องมือประมงยังเป็นสาเหตุหลักของการตาย
สถานการณ์สัตว์ทะเลหายากปี 2560
เกยตื้นตายเฉลี่ยปีละ 400 ตัว
เต่าทะเลร้อยละ 57
โลมาและวาฬ ร้อยละ 38
พะยูน อีกร้อยละ 5
ที่มา : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝัง
นอกจากนี้ยังพบการซื้อขายสัตว์ทะเลที่อยู่ในบัญชีอนุรักษ์วางบนแผงขายปลา หรือกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมในพื้นที่อนุรักษ์ให้เห็นอยู่เป็นประจำอีกด้วย
สิ่งสำคัญสำหรับเรื่องนี้อยู่ตรงที่การปรับมุมมอง และความรู้ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในเขตอนุรักษ์เสียใหม่ เพราะพันธกิจหลักของกรมอุทยานก็คือ มิติของการอนุรักษ์ ดังนั้น ทั้งเรื่องการสร้างความเข้าใจในฐานะผู้มาเยือน ไม่ใช่ นักท่องเที่ยวอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้จึงถือเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างยิ่ง
รวมทั้งกระบวนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำผิดในเขตอนุรักษ์ให้รุนแรง และเด็ดขาดขึ้น ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนของกฤษฎีกา หรือแม้กระทั่งการจับตัวต้นตอผู้กระทำผิดที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบในช่วงเวลาของการปฏิรูปอุทยานยุคใหม่ ที่สังคมต่างรอคอย และเฝ้ามองอยู่ในตอนนี้