ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก "เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร" กันก่อน ทุ่งใหญ่นเรศวร ถือเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ประเทศไทยขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ภายใต้ชื่อ "เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง" เมื่อปี 2534 ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอใน 3 จังหวัด ได้แก่ อำเภอบ้านไร่ อำเภอลานสัก อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก มีพื้นที่มากกว่า 2.2 ล้านไร่สำหรับคำถาม 4 ข้อที่สังคมยังคาใจ "ล่าความจริง" ได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่า และติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด
ข้อแรก คุณเปรมชัยกับพวกเข้าไปล่าสัตว์บ่อยหรือไม่ และเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามล่าสัตว์ป่าได้อย่างไรประเด็นนี้ ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า คุณเปรมชัยได้ขออนุญาตเข้าไปพักแรมตามกฎของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจริง แต่จุดที่เข้าไปตั้งเต็นท์ เป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้อนุญาตให้เข้าไปพักแรมได้ (จริงๆ แล้วจุดที่คุณเปรมชัยพัก และถูกจับกุม เป็นทางผ่านเพื่อไปยังจุดที่คุณเปรมชัยได้ขออนุญาตเอาไว้ ข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญได้รับมาก็คือ จังหวะที่คุณเปรมชัยกำลังขับรถไปยังจุดตั้งเต็นท์ที่ขออนุญาต แทนที่จะขับไปตามถนนเรื่อยๆ แต่กลับเลี้ยวเข้าไปในป่า มุ่งหน้าไปยังลำห้วยที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้อนุญาตให้เข้าไป จากนั้นก็ไปปักหลักค้างคืน เพื่อยิงสัตว์ (บริเวณลำห้วย ลำธาร จะมีสัตว์แวะเวียนมากินน้ำจำนวนมาก) เมื่อเจ้าหน้าที่รู้ ก็เข้าไปพบเพื่อขอให้ย้ายที่ แต่บังเอิญเมื่อเข้าตรวจสอบอีกครั้ง กลับเจอซากสัตว์ เรื่องเลยแดงขึ้นมา
ผู้เชี่ยวชาญซึ่งติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด เล่าต่อว่า ตอนที่คุณเปรมชัยขออนุญาตเข้าไป ได้ผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่แล้วว่า "ไม่มีอาวุธ" จึงเป็นไปได้ว่ามีการขนอาวุธเข้าไปรถของคนในพื้นที่ ซึ่งได้นัดแนะจ้างวานกันเอาไว้คำถามข้อที่ 2 พฤติกรรมของคุณเปรมชัย และจุดประสงค์ในการล่าสัตว์
ประเด็นนี้ ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า คณะของคุณเปรมชัยน่าจะเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์จริงๆ แต่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องการล่าสัตว์ชนิดไหน โดยดูจากสิ่งบ่งชี้ต่างๆ เช่น ซากสัตว์ที่พบ มีหลายชนิด ทั้งเก้ง อีเห็น ไก่ฟ้า และเสือดำ (คือดูแล้วไม่ได้โฟกัสจะล่าเฉพาะเสือ หรือสัตว์ใหญ่) ซากสัตว์ที่พบ อนุมานได้ว่าเอาเนื้อมาหมักกิน แล้วก็เก็บหนังไว้ (ซึ่งพฤติกรรมของนักล่าสัตว์ส่วนใหญ่ ที่ไม่ได้ล่าเพื่อการค้า ก็มักทำแบบนี้ คือล่ามากินเนื้อ แล้วเก็บหนังไว้เป็นที่ระลึก)
ส่วนอาวุธที่พบ มีทั้งปืนไรเฟิล กระบอกหนึ่งราคาเป็นแสน ใช้สำหรับล่าสัตว์อยู่แล้ว และเป็นปืนติดกล้องด้วย จึงค่อนข้างชัดว่าไม่น่าใช่มืออาชีพที่ล่าเพื่อการค้า เพราะคนล่าเพื่อค้า จะขนอุปกรณ์ไปน้อยที่สุด เพื่อให้เงียบ เบา และเคลื่อนที่ได้เร็ว แต่คณะของคุณเปรมชัยตั้งเต็นท์ใหญ่โต ข้าวของมากมาย คือไปแบบปักหลักพักแรมกันเลย
ฉะนั้นคุณเปรมชัยจึงน่าจะไม่ใช่นักล่าสัตว์มืออาชีพ เพียงแต่รักและชอบการล่าสัตว์เท่านั้น เมื่อจะเข้าไปล่าสัตว์ ก็ว่าจ้าง "ทีมงานมืออาชีพ" ที่สามารถแกะรอยและรู้ตำแหน่งของสัตว์ชนิดต่างๆ (เรียกง่ายๆว่า "พราน") โดยกลุ่มพรานน่าจะเป็นคนในพื้นที่ คอยนำทาง ชี้เป้า บางทีก็เป็นกลุ่มชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั่นเองข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในประเด็นนี้ สอดคล้องกับข้อมูลที่ล่าความจริงได้รับจาก คุณเอ็ดวิน วีค เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ที่บอกว่า กลุ่มคนที่นิยมล่าสัตว์ป่ามีอยู่ 3 ประเภท คือ 1.ล่าเพื่อใช้เป็นอาหาร 2.ล่าเพื่อการกีฬา และ 3.ล่าเพื่อการค้า กรณีของคุณเปรมชัย และผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง รวมถึงนักธุรกิจ คนร่ำรวย มักเข้าป่าล่าสัตว์เพื่อการกีฬาล่าเพื่อความสนุกสนาน ทำกิจกรรมผจญภัยในป่า และนำสัตว์ป่าไปสกัดเป็นยาชูกำลัง โดยเฉพาะเสือดำ กับเสือโคร่ง เชื่อกันว่านำอวัยวะบางส่วนไปสกัดเป็นยาชูกำลัง หรือ "ยาโป๊ว" ได้ขณะที่ ตำรวจ ปทส. หรือ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกกับ "ล่าความจริง" ว่า พฤติกรรมของคนรวยที่ชอบล่าสัตว์ป่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย คนกลุ่มนี้มีความต้องการบางอย่างเพื่อเติมเต็มชีวิต จึงอยากใช้ชีวิตบางช่วงเวลาในลักษณะ "ผจญภัย" หรือ "แอดเวนเจอร์" ซึ่งมี 3 ระดับ ระดับแรก คือ การไปดูสัตว์ ส่องสัตว์ทั่วไป ระดับที่ 2 คือไปกับกลุ่มขบวนรถโฟวีล ไปดำรงชีวิตในป่าลึก และระดับสุดท้าย คือ การไปกับนายพราน ไปตั้งแคมป์ออกล่าสัตว์ป่าแล้วก็มาถึงคำถามสำคัญ ข้อที่ 3 กฎหมายจะเอาผิดคนที่นิยมล่าสัตว์ป่า ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายได้หรือไม่
ประเด็นนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่า ให้ข้อมูลว่า กฎหมายที่จะเอาผิดกับ "คนล่าสัตว์" ได้ ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา คือตอนยิง เพราะฉะนั้นหากพบแค่ซากสัตว์ จะพิสูจน์ความผิดได้ยากมาก อย่างกรณีที่กำลังปรากฏเป็นข่าว ถ้าปืนก็ไม่ใช่ของเขา ซากสัตว์ก็ถูกแล่เนื้อเอาไปกิน ก็อาจจะอ้างได้ว่า มีชาวบ้านล่าเพื่อเป็นอาหาร แล้วนำซากมาขายให้ โทษตามกฎหมายก็จะลดลงมาก"ล่าความจริง" สอบถามข้อมูลจาก คุณชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดพญาเสือ ซึ่งลงพื้นที่ไปร่วมตรวจสอบคดีคุณเปรมชัยด้วย ได้รับคำตอบว่า จากการพูดคุยกับคุณเปรมชัยและพวก ยืนยันว่า การล่าสัตว์ทั้งหมดเป็นการล่าเพื่อนำมาประกอบอาหาร ไม่ได้มีเจตนาอื่น นี่คือข้อมูลล่าสุดที่ล่าความจริงได้มา ทำให้น่าคิดว่าสุดท้ายกฎหมายจะเอาผิดคนกลุ่มนี้ได้หรือไม่คำถามข้อสุดท้าย คือเราจะมีแนวทางป้องกันปัญหานี้ได้อย่างไรผู้เชี่ยวชาญ แจกแจงว่า ในเรื่องช่องโหว่ของกฎหมาย เป็นไปได้หรือไม่ที่จะใช้มาตรการเอาผิดกับคนที่ครอบครองซากสัตว์ด้วย เช่น หากพบใครมีซากสัตว์ออกมาจากป่า ให้ถือว่าคนนั้นเป็นคนล่า อย่างนี้เป็นต้น
ส่วนการลักลอบเข้าไปล่าสัตว์ในป่าลึก อย่างกรณีของทุ่งใหญ่นเรศวร พื้นที่ป่ากว้างใหญ่ ใครยิงปืนก็ไม่ได้ยิน กว่าจะตามเจอก็เกิดความเสียหายไปแล้ว ฉะนั้นเป็นไปได้หรือไม่ที่จะติด GPS เอาไว้ที่รถของนักท่องเที่ยว เพราะในป่าไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เมื่อออกนอกเส้นทาง หรือเข้าไปในเขตหวงห้าม เจ้าหน้าที่จะได้ทราบทันที แต่ก็ต้องมั่นใจว่าจะไม่มีใครเอา จีพีเอส ไปถอดทิ้งไว้เพื่อหลอกเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจผิดด้วย