คุณทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ล่าความจริง" ว่า ปัจจุบันประชากรเสือโคร่งในป่าบ้านเรา มีอยู่ราวๆ 250 ตัว ส่วนเสือดำมีมากกว่านั้น อาจจะอยู่ที่ 500 ถึง 1,000 ตัวเลยทีเดียว จากประชากรที่ถือว่าไม่น้อยนี้ ทำให้ "เสือ" เป็นเป้าหมายของนักล่าทุกประเภท ทั้งล่าเพื่อการกีฬา ล่าเอาสนุก และล่าเพื่อการค้า"ล่าความจริง" ยังได้ข้อมูลจาก คุณสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่บอกว่า สาเหตุที่ "เสือ" ได้รับความนิยมจาก "นักล่า" เพราะมีความเชื่อเรื่องนำอวัยวะไปทำเครื่องรางของขลัง เช่น หน้าผากเสือ และเขี้ยวเสือ นอกจากนั้นยังมีความเชื่อเรื่องการนำเอาอวัยวะไปทำเป็นยาชูกำลัง หรือ "ยาโป๊ว" และที่น่ากลัวมากที่สุด ก็คือ ค่านิยมในการล่าเสือ แล้วนำชิ้นส่วนต่างๆ เช่น หัวเสือ ไปแขวนประดับไว้ตามข้างฝาบ้าน หรือเอาหนังเสือมาปูเป็นพรม เพราะการล่าลักษณะนี้ เป็นความเชื่อด้านการเสริมบารมีให้กับผู้ที่ครอบครอง ทำให้การล่าขยายวงกว้าง ทั้งล่าเอง และรับจ้างล่า
สำหรับความสำคัญของเสือ เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ เนื่องจากเสือเป็น "ยอดปิรามิด" ของห่วงโซ่อาหาร เสือมีพฤติกรรมเป็น "นักล่า" ฉะนั้นเสือไปอยู่ในพื้นที่ไหนมากๆ แสดงว่าพื้นที่นั้นมีคามอุดมสมบูรณ์มาก
ส่วนการล่าเพื่อการค้า ก็น่ากลัวไม่แพ้กัน เพราะสนนราคาอยู่ที่หลักแสนถึงหลักล้านบาท แล้วแต่ชนิดของเสือ และความยากง่ายในการล่า โดยปลายทางของการส่งออกเสือ อยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งมีค่านิยม "เปิบพิสดาร"นี่คือข้อมูลขยายจากข่าวการจับกุมคณะล่าสัตว์ป่าของผู้บริหารบริษัทก่อสร้างชื่อดัง ที่ล่าความจริงนำมาฝากกัน เรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องว่าจะหนักแน่นจริงจังแค่ไหน เพราะหลายคนเชื่อว่าคนระดับนี้ถูกจับ จะเอาผิดได้จริงหรือ ซึ่งล่าความจริงจะเกาะติดความคืบหน้ามาฝาก