เพราะพรรคการเมือง 2 พรรคนี้ ถือว่าเป็น "ไม้เบื่อไม้เมา" และอยู่ "ขั้วตรงข้าม" กันแบบสิ้นเชิง แต่ถึงอย่างนั้น หลายคนก็อยากให้โซลูชั่นการเมืองนี้เกิดขึ้นได้จริงๆ เนื่องจากอาจเป็น "จุดเปลี่ยน" นำพาประเทศไทยให้ก้าวพ้นจากปลักโคลนความขัดแย้งที่มีรากฐานจากเรื่องการเมือง และเรื้อรังมานานกว่า 1 ทศวรรษ
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์จากสถาบันพระปกเกล้า มองว่า การจับมือกันของ 2 พรรคการเมืองใหญ่มีโอกาสเป็นไปได้ แต่จะไม่มีการประกาศชัดเจนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง เพราะมิฉะนั้นจะตกเป็นฝ่าย "เสียเปรียบทางการเมือง"
จากการวิเคราะห์ของอาจารย์สติธร ค่อนข้างชัดว่าท่าทีของสองพรรคการเมืองใหญ่ ยังคงให้น้ำหนักไปที่การช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองในการต่อสู้กับ "ขั้วการเมืองใหม่ที่สนับสนุน คสช." มากกว่าจะมุ่งก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างความปรองดองอย่างแท้จริง
ฉะนั้นโอกาสที่จะเกิด "รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ" อย่างที่บางฝ่ายตั้งความหวัง จึงเป็นไปได้ยาก ทั้งยังมีเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ซ่อนดาบเอาไว้ จนกลายเป็น "ก้างตำคอชิ้นโต" แม้สองพรรคการเมืองใหญ่จะรวมเสียงกันได้เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา คือ 376 เสียงก็ตาม
สูตรการเมืองหลังเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ คสช.ก็คือ ต้องมีตัวแทนของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน หรือบุคคลที่สมาชิกวุฒิสภาให้การยอมรับ เข้าไปเป็นผู้นำรัฐบาล หรือร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วย นั่นก็หมายความว่า ทิศทางการเมืองไทยหลังเลือกตั้งใหญ่ ย่อมไม่อาจหนีพ้น "เงา คสช."