เนชั่นทีวี

ข่าว

จากวิคตอเรียฯ ถึง นาตารี...ส่วยสีกากีลอยนวล?

15 ม.ค. 2561 | wanchat

จากวิคตอเรียฯ ถึง นาตารี...ส่วยสีกากีลอยนวล?

กรณีการบุกทลายอาบอบนวดวิคตอเรีย ซีเครท นั้น พบการกระทำเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างน้อย 2 ประเด็น คือ หนึ่ง ค้ามนุษย์ กับ สอง เรื่องการจ่ายส่วยเจ้าหน้าที่ แต่ประเด็นที่สังคมกำลังจับตาก็คือ เรื่องส่วยนั้น จะเอาผิดได้จริงหรือไม่

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อเดือนมิถุนายนปี 59 เจ้าหน้าที่เคยบุกทลายอาบอบนวดชื่อดังย่านรัชดาฯมาแล้ว คือ "นาตารี อาบอบนวด" พบ "บัญชีส่วย" ที่จ่ายให้เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน ส่วนมากเป็นตำรวจครั้งนั้นมีการโยกย้าย 5 เสือ สน.ห้วยขวาง เพราะถือว่าปล่อยปละละเลยให้เปิดสถานบริการค้ามนุษย์ในท้องที่ โดยสั่งย้ายตั้งแต่ผู้กำกับ / รองผู้กำกับงานปราบปราม รองผู้กำกับงานสืบสวน สารวัตรสืบสวน และสารวัตรปราบปราม ปรากฏว่าผ่านมาไม่ถึง 2 ปี ล่าความจริงไปไล่ดูชื่อและตำแหน่งของนายตำรวจเหล่านี้ ปรากฏว่ายังอยู่ดีมีสุข บางคนได้ดี ย้ายไปตาม สน.ต่างๆ ในพื้นที่นครบาลอีกต่างหากส่วนรายชื่อเจ้าหน้าที่ใน "บัญชีส่วยนาตารี" นั้น สุดท้ายเอาผิดใครไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่มีการเขียนชื่อบ้าง ตำแหน่งบ้าง สุดท้ายอ้างกันว่าเป็นชื่อเล่น หาตัวจริงไม่ได้ หรือตำแหน่งที่ระบุในบัญชีส่วย ก็ไม่รู้เป็นการแอบอ้างหรือไม่ ผลที่สุดก็ "ลอยนวล" ยกขบวนการเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร การเอาผิดแก๊งรับ "ส่วยน้ำกาม" จริงๆ แล้วทำได้หรือไม่ ไปติดตามจากรายงานพิเศษของคุณอนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์การบุกทลาย "อาบอบนวดในตำนาน" อย่าง "วิคตอเรียซีเครท" ย่านพระรามเก้า หลังพบหลักฐานว่ามีเด็กสาวอายุแค่ 12 ปี ถูกบังคับให้ค้าประเวณี และส่งตรงไปยังประเทศมาเลเซียตามออเดอร์ที่สั่งมา เมื่อทางการไทยประสานกับมาเลเซียเพื่อช่วยเหลือเหยื่อค้ากาม ปรากฏว่าเด็กสาวเหล่านั้นให้การซัดทอดว่า พวกตนเคยให้บริการเนื้อสดภายในอาบอบนวดแห่งนี้มาก่อน และนั่นคือจุดเริ่มต้นอีกหนึ่งคดีมหากาพย์ "ค้ามนุษย์" ผ่านสถานบริการอาบอบนวดกลางกรุงเทพฯ

หลังจากนั้นไม่ถึง 24 ชั่วโมง มีการเปิด "บัญชีลับ" ที่ระบุถึงการเข้ามาใช้บริการ "นวดพาเพลิน" โดยผู้ที่ถูกพาดพิงมีตั้งแต่นายตำรวจระดับผู้กำกับโรงพักในท้องที่ ไปจนถึงตำรวจชั้นประทวน แม้หลักฐานชิ้นนี้จะไม่ใช่สิ่งยืนยันว่ามีการ "รับ-จ่ายสินบน" ระหว่างตำรวจกับสถานบริการ หรือที่เรียกง่ายๆว่า "ส่วย" จนทำให้ทุกครั้งที่มีการบุกทลายโรงนวด เจ้าหน้าที่แทบไม่สามารถเอาผิดใครได้เลย แต่การดูแลในรูปแบบ "ให้ใช้บริการฟรี" แบบชวนสงสัยนี้ ทำให้มีการตั้งคำถามว่า "แล้วมันต่างจากส่วยตรงไหน"
อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ มองว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการเปิดสถานบริการโรงนวด อาบน้ำ และซื้อบริการจากหญิงสาวได้อย่างโจ๋งครึ่ม ทั้งๆ ที่กฎหมายไม่ได้อนุญาตให้ค้าประเวณี ฉะนั้นจึงชัดเจนว่าหากโรงนวดเหล่านี้เปิดให้บริการได้ทั้ง "นวดและนาบ" ย่อมต้องมีการจ่ายส่วยให้กับตำรวจในท้องที่อย่างแน่นอน
อดีตตำรวจที่มีบทบาทผลักดันให้เกิดการปฏิรูปวงการสีกากี ยังบอกอีกว่า แม้สังคมคาดหวังว่า ควรจะมีบทลงโทษตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไปทุกที เพราะคนที่หน้าที่สอบสวนในคดี ก็คือตำรวจในท้องที่นั้นๆ เอง
คำกล่าวที่ว่า "หากไม่จ่ายส่วยให้ตำรวจ สถานบริการผิดกฎหมายจะเปิดอยู่ได้อย่างไร" นั้น แม้จะเป็นตรรกะที่คนทั้งประเทศเข้าใจและซาบซึ้งดี แต่ดูเหมือนการดำเนินคดีและเอาผิดตามกฎหมายจะไม่ใช่เรื่องง่าย
หากย้อนกลับไปเมื่อปี 59 มีการบุกจับสถานบริการชื่อดังย่านรัชดาฯ ชื่อว่า "นาตารีอาบอบนวด" ครั้งนั้นมีการพบ "บัญชีส่วย" ที่ทางผู้ประกอบการจ่ายให้กับตำรวจหน่วยต่างๆ ตั้งแต่ระดับโรงพัก ไปถึงหน่วยปฏิบัติการพิเศษต่างๆ แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาสอบสวนเอาผิด กลับไม่สามารถดำเนินคดีใครได้เลย โดยมีการอ้างเหตุผลว่า ในบัญชีส่วยระบุเป็น "ชื่อเล่น" ไม่ใช่ "ชื่อจริง" และไม่มีใครยืนยันได้ว่าบัญชีส่วยนี้เป็น "ของจริง"
อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลท่านหนึ่ง ให้ข้อมูลกับ "ล่าความจริง" ว่า หากจะนำบัญชีส่วยมาเป็นหลักฐานในการเอาผิดกับตำรวจ ก็คงไม่เป็นธรรมนัก เพราะตัวบัญชีสามารถแอบอ้างหรือทำขึ้นมาได้เอง ฉะนั้นต้องมีหลักฐานอื่นมาประกอบในการพิจารณาด้วย เช่น ตรวจสอบภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ว่ามีตำรวจคนไหนเข้าไปในสถานบริการนั้นบ่อยๆ ตามวันและเวลาที่ระบุในบัญชีส่วย หากมีหลักฐานประกอบแบบนี้ ก็อาจจะพอเอาผิดได้

อดีตบิ๊กนครบาลรายนี้บอกด้วยว่า ทุกครั้งที่เกิดเรื่องอื้อฉาว ได้มีการลงโทษทางวินัยกับตำรวจที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ค่อยปรากฎเป็นข่าวต่อสังคม เหตุนี้จึงอาจทำให้สังคมมองว่าตำรวจช่วยเหลือกันเอง แต่ก็อยากให้สังคมเข้าใจว่า การเอาผิดใครก็ตาม จะใช้ความรู้สึกมาตัดสินไม่ได้ แต่ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น"ล่าความจริง" ได้ข้อมูลขจากเจ้าหน้าที่ ปปง.ว่า กรณี "ส่วยนาตารี อาบอบนวด" เอาผิดใครไม่ได้เลยจริงๆ เพราะ1.ผู้รับส่วย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ รับเป็นเงินสดทั้งหมด2.ไม่มีการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร ทำให้ตรวจหาเส้นทางเงินไม่ได้3.เมื่อรับเป็นเงินสดแล้ว ก็นำไปส่งต่อให้ "นาย" หรือ "ผู้บังคับบัญชา" ตามลำดับชั้น4.เจ้าหน้าที่ที่ไปเก็บ จะเป็นคนเดิม คุ้นหน้ากันดี เปิดประตูเข้าไปก็รู้งานทันทีว่าต้องจ่าย ฉะนั้นเอาผิดยาก แถมยังใช้ชื่อเล่น ทำให้ระบุตัวตนไม่ได้ชัดๆ5.เฉพาะนาตารี อาบอบนวด มีหน่วยตำรวจกว่า 10 หน่วยที่มีชื่ออยู่ใน "บัญชีส่วย่" ยอดรวมเดือนละ 5 แสนบาท นี่คือสถานบริการแห่งเดียวเท่านั้น6.เจ้าหน้าที่ที่รับส่วย มีการเปิดธุรกิจบังหน้า เพื่อฟอกเงินทั้งหมดนี้ นำไปสู่ปัญหาการ "ซื้อขายตำแหน่ง" เพราะในพื้นที่ที่มีสถานบริการมาก ก็จะเก็บส่วยได้มาก รวมๆ แล้วส่งผู้บังคับบัญชา และหักเปอร์เซ็นต์ลงมาให้ลูกน้อง จึงมีการวิ่งเต้นไปลงพื้นที่เหล่านี้ ซึ่งเรียกว่า "ทำเลทอง" แลกกับเงินสดที่ต้องจ่าย หรือทำยอดส่วยส่งผู้บังคับบัญชาระดับสูง
ปฏิรูปตำรวจ เริ่มจากตรงนี้เลยก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาแก้กฎหมายหรือออกกฎหมายใหม่ให้วุ่นวาย

ข่าวล่าสุด