เนชั่นทีวี

ข่าว

สั่งตรวจสอบแนวเขต นสล.เลพัง หลังเกิดประเด็นโรงแรมไล่ นทท.ออกจากหาด

09 ม.ค. 2561 | teerawat_cha

สั่งตรวจสอบแนวเขต นสล.เลพัง หลังเกิดประเด็นโรงแรมไล่ นทท.ออกจากหาด

ภูเก็ต - พ่อเมืองภูเก็ตสั่งตรวจสอบแนวเขต นสล.เลพัง เพื่อความชัดเจน หลังเกิดประเด็นเจ้าหน้าที่โรงแรมไล่นทท. ออกจากชายหาดเพื่อสร้างความชัดเจน เตรียมเรียกประชุมผู้ประกอบการโรงแรมที่มีพื้นที่ดินชายหาดชี้แจงทำความเข้าใจกรณีการแสดงสิทธิ และการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ด้านโรงแรมต้นเหตุร่อนหนังสือถึงสื่อมวลชนชี้แจงข้อเท็จจริง ระบุตอนหนึ่งว่า ห่วงกิ่งสนหล่นใส่ นทท.

หลังมีการเผยแพร่คลิปดังกล่าวออกไป นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้สั่งการให้นายกองโทอดุลย์ ชูทอง นายอำเภอถลาง พร้อมด้วย นายจิรยุทธ์ จิรสุนทรกุล กำนันตำบลเชิงทะเล, นายมาแอน สำราญ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล (อบต.เชิงทะเล) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีการพูดคุยกับทางผู้ประกอบการเจ้าของโรงแรมฯ พบว่า เป็นพื้นที่ที่มีสภาพเป็นหาดทราย ซึ่งทำให้ทุกคนต้องเข้าใจว่าบริเวณดังกล่าวเป็นหาดสาธารณะ แต่ในข้อเท็จจริงที่ตรวจพบว่า แนวเขตที่ดินของโรงแรม ทราบชื่อคือ โรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต หลักเขตทางด้านทิศตะวันตกติดหาดทราย และมีการแสดงแนวเขตที่ดินปักอยู่บริเวณบนหาดทราย (หลักเสาปูนและบางส่วนก็จะมีป้ายประกาศแนวเขต) ซึ่งอาจจะทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจว่า เมื่อสภาพจุดพื้นที่ที่เกิดเหตุ เป็นหาดทรายบริเวณดังกล่าวก็น่าจะเป็นพื้นที่สาธารณะ และนักท่องเที่ยวสามารถที่จะเข้าใช้พื้นที่นั้นได้ จึงทำให้เกิดการเข้าใจผิดและเป็นที่มาของปัญหา

วันนี้ (9 ม.ค.61) นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ ว่า หลังทราบเรื่องก็ได้มอบหมายให้ทางนายอำเภอถลาง, นายก อบต.เชิงทะเล, เจ้าหน้าที่ที่ดิน, กำนัน ต.เชิงทะเลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบว่า บริเวณที่นักท่องเที่ยวนำสื่อไปปูนั้นเป็นพื้นที่ที่อยู่ในแนวเขตกรรมสิทธิ์ของโรงแรมจริง และอยู่ในแนวเขตโฉนดที่ดินของทางโรงแรม แต่อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้มีการรังวัดแนวเขตให้ชัดเจนอีกครั้ง เพราะระหว่างชายหาดกับที่ดินของโรงแรมจะมีในส่วนของที่ นสล.กั้นกลาง แต่เนื่องจากสภาพของธรรมชาติโดยเฉพาะการกัดเซาะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าเลพัง ดังนั้นจะต้องมีการรังวัดแนวเขตให้ชัดเจน

ส่วนของการแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น นายนรภัทร กล่าวว่า หลังจากที่มีการรังวัดแนวเขตที่ชัดเจนแล้ว ก็จะมีการเชิญผู้ประกอบการโรงแรมในบริเวณดังกล่าวมาพูดคุยทำความเข้าใจ รวมทั้งให้มีการจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งเตือนให้นักท่องเที่ยวหรือบุคคลทั่วไปได้รับทราบว่าแนวใดเป็นที่ดินของโรงแรม เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาการกระทบกระทั่งขึ้นอีก รวมถึงขอความร่วมมือในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็จะกระทบกับภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวในภาพรวม ทราบว่าในพื้นที่ดังกล่าวจะมีปัญหาในส่วนของนอกจากนี้ยืนยันว่า ในกรณีการเข้าถึงขึ้นชายหาดนั้นประชาชนทั่วไปสามารถทำได้ปกติ ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด ยกเว้นพื้นที่เฉพาะบางจุด แต่หากเป็นที่มีลักษณะธรรมชาติ ได้แจ้งทางนายอำเภอแต่ละพื้นที่ได้ลงไปทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการห้ามมิมีการปิดกั้นทางขึ้นลงโดยเด็ดขาด

ด้านนายอำนวย พิณสุวรรณ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ชี้แจงเพิ่มเติมว่า บริเวณที่ดินของโรงแรมดังกล่าว มีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 42109 เลขที่ดิน 159 ต.เชิงทะเล อ.ถลาง เนื้อที่ 17 ไร่เศษ เป็นการออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา 59 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ออกสืบเนื่องมาจากหลักฐาน น.ส.3ก. เลขที่ 1473 ต.เชิงทะเล อ.ถลาง โดยแบ่งแยกมาจาก น.ส.3ก.เลขที่1362 ตำบลและอำเภอเดียวกัน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2529 และน.ส.3 ก. เลขที่ 1362 ออกโดยการเดินสำรวจ ตามมาตรา 58 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินจากหลักฐาน ส.ค.1 เลขที่ 17 หมู่ที่ 1 ต.เชิงทะเล อ.ถลาง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2521 ตรวจสอบพื้นที่ข้างเคียง ด้านทิศตะวันตกของโฉนดที่ดินเลขที่ 42109 จดหนังสือสำคัญที่หลวง (นสล.) เลขที่ ภก 0015 (ทะเลพังสาธารณประโยชน์) เนื้อที่ 17 ไร่ 2 งาน 66.6 ตารางวา ออกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2536 ข้างเคียงทิศตะวันออกระบุจด น.ส.3ก.เลขที่ 1473 ต.เชิงทะเล อ.ถลาง ซึ่งเป็นหลักฐานเดิมของโฉนดที่ดินเลขที่ 42109

"และจากการตรวจสอบเอกสารในขณะรังวัดโฉนดนั้นไม่ได้รุกล้ำที่สาธารณะแต่อย่างใด เนื่องจากข้างเคียงทิศตะวันตกของโฉนดฯ จดหาดทรายชายทะเล แต่อย่างไรก็ตามเพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับหลักเขตที่สาธารณะปัจจุบันว่ายังอยู่ตำแหน่งเดิมหรือไม่ สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต สาขาถลาง ได้ประสานให้อำเภอถลางและองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล ยื่นคำขอรังวัดสอบแนวเขตหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวอีกครั้ง" นายอำนวย กล่าว

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของฝั่งโรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต ได้มีการจัดทำจดหมายชี้แจงไปยังสื่อมวลชนทั้งภาษไทยและภาษาอังกฤษ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่า สืบเนื่องมาจาก กรณีที่มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียท่านหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอ พร้อมคำบรรยายว่า โรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต ไล่นักท่องเที่ยวไม่ให้นั่งบริเวณชายหาดหน้าโรงแรมบนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก เมื่อ วันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนแก่ประชาชนนั้นทางโรงแรมขอชี้แจ้งข้อเท็จจริงดังนี้"ในวันที่เกิดเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ของโรงแรมได้เข้าไปชี้แจงอย่างสุภาพต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยขอให้เคลื่อนย้ายไปยังจุดใกล้เคียง เนื่องจากบริเวณที่นักท่องเที่ยวปูเสื่อพักผ่อนกับครอบครัว อยู่บริเวณใต้ต้นสน และอาจจะมีกิ่งสนหักหล่นลงมาทำอันตรายต่อครอบครัวได้

ประกอบกับบริเวณดังกล่าวอยู่ภายในเขตที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของโรงแรม จึงถือเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของเราในการดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของแขก รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการภายในบริเวณโรงแรมทั้งนี้ ถึงแม้ฝ่ายบริหารของโรงแรมมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความดูแลความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยต่อแขกที่มาพัก แต่ทางโรงแรมก็ยินดีที่จะอำนวยความสะดวกแก่ท่องเที่ยวท่านอื่นๆ เพราะเราตระหนักดีว่า การรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ และประชาชนทุกคนในพื้นที่

ข่าวล่าสุด