เนชั่นทีวี

ข่าว

14 ปีไฟใต้ละลาย 3 แสนล้าน!

04 ม.ค. 2561 | wanchat

14 ปีไฟใต้ละลาย 3 แสนล้าน!

เดินทางมาถึงปีที่ 14 แล้ว สำหรับปัญหาความรุนแรงรอบใหม่ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งปะทุขึ้นมาหลังเหตุการณ์ปล้นปืนจำนวนถึง 413 กระบอก จากค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคมปี 2547

วันนี้ตรงกับวันที่ 4 มกราคม ถ้านับตั้งแต่วันปล้นปืนเมื่อปี 2547 ถึงวันนี้ ก็ครบ 14 ปีพอดี / วันปล้นปืนเมื่อ 14 ปีที่แล้ว เรียกกันว่า "วันเสียงปืนแตก" เพราะนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ได้เกิดสถานการณ์ที่เราเรียกว่า "เหตุรุนแรงรายวันรูปแบบต่างๆ" แทบทุกวันในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

แม้วันนี้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงจะออกมายืนยันว่าสถานการณ์โดยรวมดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังพูดไม่ได้เต็มปากว่า "ไฟใต้มอดดับแล้วจริง"

วันนี้ล่าความจริงจะพาย้อนกลับไปดูว่า 14 ปีไฟใต้ ได้สร้างประวัติศาสตร์บาดแผลอะไรบ้างให้กับคนที่นั่นและสังคมไทยโดยรวม

ย้อนกลับไปดูสถิติความรุนแรงตลอด 14 ปีที่ผ่านมา มีความรุนแรงทุกประเภทเกิดขึ้นทั้งสิ้น 15,164 เหตุการณ์ แยกเป็น การก่อความไม่สงบ หรือคดีความมั่นคง จำนวน 9,823 เหตุการณ์ (เรียกว่ามีสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของเหตุรุนแรงในภาพรวม) อาชญากรรมทั่วไป หรือความขัดแย้งส่วนตัว จำนวน 3,982 เหตุการณ์ และเหตุการณ์ที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดอีก 1,359 เหตุการณ์

เราตีกรอบพิจารณาเฉพาะความรุนแรงที่เกิดจากการก่อความไม่สงบ ที่เรียกว่า "คดีความมั่นคง" จะพบว่ามีรูปแบบความรุนแรงที่หลากหลาย และมีสถิติตัวเลขที่น่าใจ แยกเป็น

- โจมตีฐานที่ตั้งของเจ้าหน้าที่ 41 เหตุการณ์
- ซุ่มโจมตี 191 เหตุการณ์
- ยิงด้วยอาวุธปืน 4,235 เหตุการณ์ (ยิงผู้บริสุทธิ์ ยิงเด็ก ผู้หญิง ครู ชาวสวนยาง)
- ระเบิด 3,439 เหตุการณ์
- วางเพลิง (เผาโรงเรียน / ส่วนราชการ / บ้านเรือน / ตู้โทรศัพท์ ฯลฯ) 1,505 เหตุการณ์
- ฆ่าด้วยวิธีทารุณ (ตัดคอ / เผา) 92 เหตุการณ์
- ประสงค์ต่ออาวุธ 176 เหตุการณ์
- ชุมนุมประท้วง 65 เหตุการณ์
- ทำร้าย 48 เหตุการณ์
- อื่นๆ 31 เหตุการณ์

ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวม "เหตุก่อกวน" เช่น ยิงรบกวน, ขว้างระเบิดเพลิง, เผายางรถยนต์, โปรยตะปูเรือใบ, ตัดต้นไม้ขวางถนน หรือถอดน็อตรางรถไฟ ซึ่งการก่อกวนเหล่านี้เกิดขึ้นไม่น้อยเช่นกัน นับรวมได้ 3,542 เหตุการณ์

แน่นอนว่าเมื่อเกิดความรุนแรง ก็ต้องมีความสูญเสียตามมา ทั้งเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ โดยความสูญเสียรวมจากทุกเหตุการณ์ ทั้งก่อความไม่สงบ อาชญากรรมทั่วไป และความขัดแย้งส่วนตัว รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 7,666 คน บาดเจ็บ 13,115 คน

หากนับเฉพาะความสูญเสียจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ที่เรียกว่า "คดีความมั่นคง" คือแยกแยะเหตุขัดแย้งส่วนตัวและอาชญากรรมประเภทลัก วิ่ง ชิง ปล้น ออกไป จะพบว่ามียอดผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 3,949 คน บาดเจ็บ 10,501 คน


ในจำนวนนี้แยกตามสถานะบุคคลหรืออาชีพได้ดังนี้
- ตำรวจ เสียชีวิต 384 นาย บาดเจ็บ 1,574 นาย
- ทหาร เสียชีวิต 570 นาย บาดเจ็บ 2,701 นาย
- ครู เสียชีวิต 109 คน บาดเจ็บ 130 คน
- พนักงานการรถไฟ เสียชีวิต 5 คน บาดเจ็บ 42 คน
- ผู้นำท้องถิ่น เสียชีวิต 239 คน บาดเจ็บ 167 คน
- ผู้นำศาสนา เสียชีวิต 21 คน บาดเจ็บ 24 คน
- ประชาชน เสียชีวิต 2,557 คน บาดเจ็บ 5,856 คน
- คนร้าย เสียชีวิต 64 คน บาดเจ็บ 7 คน

จะเห็นได้ว่ากลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงมากที่สุด คือ ประชาชนทั่วไป รองลงมาคือทหาร ตำรวจ ผู้นำท้องถิ่น และครู

ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือ การใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในมิติงานความมั่นคงและงานพัฒนา พบว่านับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2547 จนถึงปีล่าสุด คือปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปีงบประมาณ ใช้จ่ายงบดับไฟใต้ไปแล้วราวๆ 3 แสนล้านบาท แยกแยะเป็นรายปีงบประมาณได้ดังนี้

ปี 2547 - 13,450 ล้านบาท
ปี 2548 - 13,674 ล้านบาท
ปี 2549 - 14,207 ล้านบาท
ปี 2550 - 17,526 ล้านบาท
ปี 2551 - 22,988 ล้านบาท
ปี 2552 - 27,547 ล้านบาท
ปี 2553 - 16,507 ล้านบาท
ปี 2554 - 19,102 ล้านบาท
ปี 2555 - 16,277 ล้านบาท
ปี 2556 - 21,124 ล้านบาท
ปี 2557 - 25,921 ล้านบาท
ปี 2558 - 25,744.3 ล้านบาท
ปี 2559 - 30,886.6 ล้านบาท
ปี 2560 - 12,692 ล้านบาท (เฉพาะงบแผนงานบูรณาการฯ)
ปี 2561 - 13,255.7 ล้านบาท (เฉพาะงบแผนงานบูรณาการฯ)

รวมทั้งสิ้น 290,901.6 ล้านบาท

ข้อสังเกตคือ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2547 ถึงปี 2559 งบดับไฟใต้แต่ละปีรวมกันเป็นก้อนเดียว ไม่ว่าจะงบทำโครงการพัฒนา งบงานความมั่นคง งบเบี้ยเลี้ยง เงินเพิ่มพิเศษต่างๆ / แต่ละปีก็สูงบ้างต่ำบ้าง / สูงที่สุดคือปี 2559 ในยุค คสช.นี่เอง ที่ตั้งไว้ถึง 3 หมื่นล้านบาท / ทำให้เกิดคำถามว่า ไหนรัฐบาลบอกว่าสถานการณ์ใต้ดีขึ้น ใกล้สงบแล้ว ทำไมงบยังสูงอยู่

เหตุนี้เองพอถึงปี 2560 และ 2561 คสช.เขาเลยจัดงบแบบใหม่ เรียกว่า "งบแผนงานบูรณาการดับไฟใต้" ซึ่งจะมีเฉพาะงบโครงการพัฒนาเท่านั้น ไม่รวมงบประจำ งบเบี้ยเลี้ยง เงินเพิ่มพิเศษอื่นๆ รวมถึงงบของจังหวัดแต่ละจังหวัดที่ให้ผู้ว่าฯจัดการก็ไม่รวม ทำให้ยอดงบประมาณลดเหลือปีละหมื่นกว่าล้าน ซึ่งถ้านำมารวม จะทำให้ยอดงบดับไฟใต้ทั้งหมด 15 ปีงบประมาณ พุ่งทะลุ 3 แสนล้านบาทอย่างแน่นอน

ตัวเลข 3 แสนกว่าล้านนี้ กดเครื่องคิดเลขยังไม่พอเลยนะคะ คิดดูว่าถ้านำมาใช้บำรุงการศึกษา จะสร้างโรงเรียนได้กี่หลัง สร้างรถไฟฟ้าได้กี่สาย นี่คือโอกาสที่ต้องสูญเสียไปจากความรุนแรง

ทีนี้เรามาย้อนดูเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตลอด 14 ปีที่ผ่านมากันบ้าง เราแยกให้เห็นกันชัดๆ ว่าเป็นการดำเนินการของฝ่ายเจ้าหน้าที่ กับฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบ

เริ่มจากปี 2547 วันที่ 4 มกราฯ บอกไปแล้วว่าเกิดเหตุการณ์ปล้นปืน หรือวันเสียงปืนแตก / ฝ่ายรัฐบาลก็ประกาศกฎอัยการศึก และส่งทหารลงไปควบคุมสถานการณ์ ใช้กำลังมากถึง 22 กองพัน หรือ 3 หมื่นกว่านาย

ขณะที่ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบ ก็เร่งก่อเหตุรุนแรงทุกรูปแบบ ทั้งยิง ทั้งเผา ลอบวางระเบิด และเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ดับเมืองเศรษฐกิจ" ด้วยการใช้ปืนยิงหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูงในเมืองใหญ่ๆ เพื่อดับไฟทั้งเมือง จากนั้นก็ปฏิบัติการป่วน ทั้งยิง ทั้งเผา ทั้งระเบิด

นอกจากนั้นยังเกิดเหตุรุนแรงที่สร้างเงื่อนไขยกระดับให้นานาชาติหันมาสนใจปัญหาภาคใต้ ก็คือ เหตุการณ์กรือเซะ เมื่อ 28 เมษายน 2547 และเหตุการณ์ตากใบ เมื่อ 25 ตุลาคมปีเดียวกัน ทั้งสองเหตุการณ์มีผู้เสียชีวิตซึ่งทั้งหมดเป็นคนมลายูมุสลิมมากถึงเกือบ 200 คน

มาถึงปี 2548 รัฐบาลบอกว่าแบบนี้ไม่ไหวแล้ว ก็เลยประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ บังคับใช้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อบูรณาการทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ให้สามารถปฏิบัติการควบคุมพื้นที่ได้ง่ายขึ้น และเริ่มมาตรการ "ปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม"

ขณะที่ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบก็เดินหน้าสู้ ใช้ยุทธวิธีทั้งก่อเหตุรุนแรง สร้างเงื่อนไข ปล่อยข่าวลือ เพื่อยกระดับสถานการณ์

แต่สุดท้ายผ่านมา 3 ปี ฝ่ายรัฐเริ่มควบคุมพื้นที่ได้ เหตุรุนแรงเริ่มลดลง จึงประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาในปี 2552 ซึ่งเป็นรอยต่อกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นกฎหมายที่มีดีกรีต่ำกว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

จากนั้นในปี 2555 เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ฝ่ายทหารก็ทำโครงการ "พาคนกลับบ้าน" ดึงเอาผู้เห็นต่างจากรัฐ ผู้ก่อความไม่สงบที่เคยก่อเหตุแล้วหลบหนี ไปอยู่ตามป่า หรือในประเทศเพื่อนบ้าน ให้กลับภูมิลำเนา โดยรัฐจะดูแลเรื่องการเข้าสู่กระบวนการยุติ ธรรมและการต่อสู้คดีพร้อมกันนั้น ก็เปิดโต๊ะพูดคุยสันติภาพ อย่างเปิดเผยและเป็นทางการขึ้นครั้งแรก

ข้างฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบ ด้านหนึ่งก็พยายามก่อเหตุอยู่ แต่อีกด้านหนึ่งก็ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมพูดคุย มีทั้งบีอาร์เอ็น และกลุ่มอื่นๆ มีตัวจริงบ้าง ปลอมบ้าง แต่ก็ถือว่ามีสัญญาณดี

โต๊ะพูดคุยสันติภาพล้มเลิกไปเมื่อปี 2557 แต่รัฐบาล คสช.ก็มาสานต่อ และเปิดโต๊ะพูดคุยใหม่ คราวนี้คุยกับมารา ปาตานี ก็มีทั้งตัวจริงตัวปลอมปนๆ กันมา แต่ก็ยังเป็นสัญญาณที่ดีที่ได้พูดคุยกัน

ขณะที่ฝ่ายรัฐ ก็ลุยงานพัฒนาผ่าน ศอ.บต. และ กอ.รมน. ทำให้เหตุรุนแรงลดลง และเริ่มถอนทหารหลักออกจากพื้นที่ราว 8700 นายส่วนฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบ ก็ก่อเหตุรุนแรงได้ประปราย เพราะฝ่ายรัฐคุมพื้นที่ได้มากขึ้น

นี่คือสถานการณ์รวมๆ มาถึงตรงนี้ จุดที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็คือรอลุ้นสถานการณ์ ลุ้นผลการพูดคุย และประกาศพื้นที่ปลอดภัยอำเภอแรก

เราไปฟังมุมมองของผู้รับผิดชอบอย่าง พันเอก ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ท่านบอกว่าจริงๆ แล้วฝ่ายความมั่นคงมี "โรดแมพดับไฟใต้" เหมือนกันนะ ไม่ใช่ทำกันแบบไม่มีแผน โรดแมพแบ่งห้วงเวลาออกเป็น 3 ระยะ

เริ่มจากระยะแรก ตั้งแต่ปี 2547-2553 เป็นระยะควบคุมสถานการณ์ ใช้กำลังทหาร 22 กองพัน

จากนั้นปี 2554 จนถึงปัจจุบัน เข้าสู่ระยะที่ 2 เน้นการปฏิบัติการเชิงรุกควบคู่กับการพัฒนา ขณะนี้ถือว่าอยู่ช่วงปลายของระยะที่ 2 มีการถอนกำลังทหารของกองทัพภาคต่างๆ ออกไป ปีที่แล้ว 8,700 อัตรา ปีนี้อีก 3,000 อัตรา และส่งพื้นที่ให้กองกำลังภาคประชาชนช่วยดูแลแทน มีการสร้างชุดคุ้มครองตำบลขึ้นมา 164 ชุด เพื่อทดแทนกำลังทหารที่ถูกถอนออกไป

ฉะนั้นในอนาคต ถ้าเป็นไปตามโรดแมพ ภายในปี 2562 จะสามารถส่งผ่านการเสริมสร้างสันติสุขและการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนให้กับพื้นที่ได้!
สรุปว่าถ้าฟังจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไฟใต้มีโอกาสดับสนิทในปีหน้า และส่งพื้นที่สันติสุขคืนให้กับประชาชนแต่นี่เป็นความเห็นของฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น ล่าความจริงลงพื้นที่ไปฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่จริง ที่ต้อง "เจ็บจริง ตายจริง" กันบ้าง ว่าพวกเขาเชื่อหรือไม่ว่าไฟใต้จะสงบในปีหน้า มีทั้งตัวแทนคนพุทธและมุสลิม

ฟังเสียงจากคนในพื้นที่จริงๆ จะพบว่าทุกคนยังไม่เชื่อว่าปีหน้าไฟใต้จะสงบได้จริงๆ ก็ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล คสช. ว่าจะทำอย่างไรเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้ทุกคนมองเห็นอนาคตร่วมกัน เพราะเสียงจากคนพื้นที่ก็บอกให้รัฐเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าร่วมแก้ไขปัญหาด้วย

ข่าวล่าสุด