หัวหอกที่ออกมาถล่มเรื่องนี้ คือ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรีอย่าง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยคุณอภิสิทธิ์ บอกว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ออกตามมาตรา 44 นำเอาเรื่องของพรรคการเมืองซึ่งควรจะมีเวลาเตรียมการก่อนการเลือกตั้ง ไปผูกกับกฎหมายเลือกตั้งที่มีเวลาแค่ 150 วัน (หมายความว่ารัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า การเลือกตั้งจะต้องจัดขึ้นภายใน 150 วัน หลังกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ ซึ่งฉบับสุดท้ายน่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.)มุมมองของคุณอภิสิทธิ์ อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ แบบนี้ว่า เป็นเรื่องถูกต้องแล้วที่กฎหมายพรรคการเมืองได้รับการยกร่างและบังคับใช้ก่อนกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. สาเหตุก็เพื่อให้พรรคการเมืองได้เตรียมการดำเนินการเรื่องต่างๆ ตามกฎหมายใหม่ แต่ไปๆ มาๆ คสช.กลับไม่ยอมปลดล็อคให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ แล้วไปออกคำสั่งมาตรา 44 ผูกเงื่อนไขการปลดล็อคเอาไว้หลังจากกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ไปแล้วอีกต่างหาก ซึ่งหากปลดล็อคในตอนนั้น พรรคการเมืองก็จะเหลือเวลาเพียง 150 วันในการทำกิจกรรมต่างๆ ตามที่กฎหมายพรรคการเมืองบังคับ และยังต้องหาเสียงเลือกตั้งอีก ซึ่งไม่มีทางที่จะทำได้ทัน
คุณอภิสิทธิ์ ยังบอกแบบตรงไปตรงมาว่า ถ้า คสช.มีความต้องการเลื่อนการเลือกตั้ง ทำไมไม่มีความกล้าหาญที่จะบอกตรงๆ / คุณอภิสิทธิ์พูดแบบนี้เลยว่า
"ผมเห็นว่า คสช.เป็นชายชาติทหาร อยากจะเลื่อนการเลือกตั้งเพราะมีเหตุผลที่ดีเพื่อส่วนรวม ก็บอกมาตรงๆ ไม่ใช่เอามาตรา 44 มาแก้ เพราะยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเท่าไหร่ ยิ่งต้องใช้ให้น้อยที่สุด อย่าใช้พร่ำเพรื่อ อำนาจเบ็ดเสร็จแต่ไปปักอยู่บนขี้เลน มันไม่ได้แก้ปัญหา ไม่ได้ปฏิรูป / ทั้งที่กฎหมายทั้งหมดก็มาจาก คสช.และแม่น้ำ 5 สายทั้งนั้น"
"นิพิฏฐ์" จ่อร้องศาล คำสั่ง คสช.ละเมิดสิทธิ์ชาวบ้าน
ต่อด้วย คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่า ได้เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะการกำหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองที่ต้องการเป็นสมาชิกพรรคเดิมต่อไป ต้องจ่ายค่าบำรุงพรรคภายใน 30 วัน ทั้งๆ ที่กฎหมายเก่าให้เวลาถึง 4 ปี / เรื่องนี้ถือว่ากระทบสิทธิ์ประชาชน จึงต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญ แม้จะแพ้ในศาลก็ไม่เป็นไร