อาจารย์สุริชัย ซึ่งเคยทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังมองว่า สาเหตุที่เครื่องประดับราคาแพงของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองกลายเป็นสาระหลักที่ทุกคนให้ความสนใจ เป็นเพราะรัฐบาลไม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีเวทีพูดคุยเรื่องอนาคตของบ้านเมือง ซึ่งมีสาระมากกว่า เมื่อไม่มีพื้นที่คุยกันเรื่องอนาคต แล้วผู้ใหญ่ในรัฐบาลยังกระทำผิดพลาดเสียเอง จึงถูกขยายความให้เป็นเรื่องใหญ่โต และโต้เถียงกันจนสร้างความขัดแย้งให้หนักขึ้นไปอีก ทั้งๆ ที่ในห้วงเวลาแบบนี้ รัฐบาลน่าจะดึงทุกฝ่ายมาร่วมออกแบบอนาคตของประเทศด้วยกันมากกว่า
แต่การชักชวนให้ผู้คนในสังคมร่วมกันพูดถึงอนาคตของประเทศ นอกจากผู้มีอำนาจจะต้องเปิดพื้นที่หรือเวทีให้ได้พูดคุยกันอย่างกว้างขวางแล้ว ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยังต้อง "ปรับทัศนคติ" ของตนเองให้พร้อมรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ไม่ใช่มุ่งแต่ดุด่า หรือใช้อารมณ์หน้าจอทีวี
อาจารย์สุริชัย บอกทิ้งท้ายว่า ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองไม่ควรกลัวความคาดหวังและจินตนาการของประชาชน และต้องไม่ลืมว่าเร็วๆ นี้ไทยจะต้องรับหน้าที่เป็นประธานอาเซียน หากบ้านเมืองยังมีบรรยากาศของการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และเต็มไปด้วยการแย่งชิงความได้เปรียบทางการเมือง ประเทศไทยจะมีที่ยืนอยู่ตรงไหนในประชาคมโลก