ผู้ใช้บริการคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายของชำ บอกว่า เคยต้องไปธนาคารเดือนละ4 ครั้ง แต่ตอนนี้ลดลงเหลือแค่เดือนละครั้ง หรือไม่ไปเลย นับเป็นการเปลี่ยนแปลงในภาคการธนาคารพม่าของเมียนมาร์ และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในการใช้วิธีการที่รวดเร็วแม้จะซับซ้อนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ที่กำลังเริ่มคลี่คลาย หลังตกอยู่ภายใต้การปกครองของทหารมายาวนานหลายสิบปี
การเติบโตในภาคการคมนาคมสื่อสาร เป็นปัจจัยที่ช่วยให้บรรดาธนาคารพาณิชย์ที่ผุดสาขาขึ้นมาเป็นดอกเห็ด หาวิธีการใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าในการทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ต้องไปธนาคาร ในขณะที่ธนาคารกลางพยายามควบคุมธนาคารท้องถิ่น ให้เข้ารูปเข้ารอยโดยไม่ทำให้เศรษฐกิจหดตัว
อนาคตของเส้นทางพาณิชย์ของประเทศที่มีประชากร 53 ล้านคนแห่งนี้ ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัทที่ใกล้ชิดกับระบอบทหารเก่า ขณะที่รัฐบาลปัจจุบันพยายามเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง ที่ส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดด้วยการอาศัยระบบกู้ยืม และใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน
การปฏิรูปการเงินของเมียนมาร์ เริ่มจากฐานที่ต่ำมาก เมื่อปี 2558 มีธนาคารพาณิชย์เพียง 3.3 สาขาต่อประชากรทุก 100,000 คน น้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากลาว และยังต้องทำธุรกรรมด้วยเงินสด ภายใต้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 หมื่นจ๊าต หรือ 300 กว่าบาทเท่านั้น นอกจากนี้ การไม่เชื่อถือในระบบธนาคารที่เกิดจากการลดค่าเงินหลายรอบในสมัยรัฐบาลทหาร ทำให้เมื่อปี 2557 มีเพียง 22.8 % ของคนที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ที่มีเงินฝากธนาคาร และมีอยู่ 0.4 % ที่เปิดบัญชีไว้รับค่าจ้าง
เจ้าหน้าที่ธนาคารเอกชนที่ใหญ่ที่สุด "คันบาวซา" หรือ KBZ บอกว่า ในวันเงินเดือนออก มีผู้ใช้บริการสาขาและตู้ ATM จำนวนมาก ทำให้ต้องส่งตู้ ATM เคลื่อนที่ไปที่ย่านธุรกิจในย่างกุ้ง เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ แต่ปัจจุบัน KBZ มีลูกค้าทั้งที่เป็นบุคคลและบริษัทมากกว่า 3 ล้านราย และก็มีลูกค้าใหม่ที่เปิดบัญชีเพื่อการทำธุรกรรมทางออนไลน์ ซึ่งธนาคารได้เปิดสาขาเพิ่ม 100 แห่งทั่วประเทศ ในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา และเพิ่งจะครบ 500 แห่ง เมื่อเดือนที่แล้ว
ส่วนธนาคารโยมา ได้จับมือกับผู้ให้บริการด้านคมนาคมสื่อสาร "เทเลนอร์" เปิดบริการ "Wave Money" ที่ให้ผู้ใช้บริการเก็บเงินในโทรศัพท์มือถือ ประหนึ่งเป็น "กระเป๋าเงิน" และโอนเงินโดยไม่ต้องเข้าไปในธนาคารหรือมีบัญชีธนาคาร และยังสามารถทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายตัวแทนให้บริการจำนวนมาก เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดที่ใช้ในการทำธุรกรรมเท่านั้น โดยจำกัดวงเงินครั้งละไม่เกิน 5 แสนจ๊าต และยังสามารถใช้บริการได้ทุกวัน ในขณะที่ธนาคารหยุดเสาร์-อาทิตย์
ผู้บริหารธนาคารเอยาวดี หรือ AYA ให้ความเห็นว่า เงินสดจะคงความสำคัญในเมียนมาร์ไปอีกอย่างน้อยอีก 1 เจนเนอเรชั่น แต่ไม่นานไปกว่านั้น และธนาคารก็ยังไม่หยุดการขยายสาขาอีกแน่นอน อีกทั้งการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้วย