ประเด็นดราม่าที่ว่านี้ก็คือ มีการไปตีความกันอีกด้านหนึ่งว่า ถ้อยแถลงของอียู เป็นการกดดันให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งในปีหน้าตามที่ประกาศไว้ ห้ามบิดพลิ้ว ถือเป็นเงื่อนไขในการฟื้นความสัมพันธ์ แต่นายกฯลุงตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สัมภาษณ์ในวันนี้ว่า อียูเข้าใจการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยมองเห็นความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการเดินหน้าประเทศ แต่ไม่ได้กำหนดเป็นเงื่อนไขว่าต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ โดยเฉพาะการเลือกตั้งตามโรดแมพที่ได้ประกาศเอาไว้
ท่านนายกฯยังบอกด้วยว่า การดำเนินการหลังจากนี้ ต้องพิจารณาเรื่องสถานการณ์ภายในประเทศ ซึ่งคิดว่าทุกประเทศเข้าใจ เหลือแต่คนในประเทศเองที่ไม่ค่อยเข้าใจกัน มีการบิดเบือนข้อมูลต่างๆ เยอะมาก (สรุปว่าข่าวดีของประเทศ ถูกนำมาเป็นประเด็นขัดแย้งกันซะอย่างงั้น)
อีกท่านหนึ่งก็มา พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด หรือ "เสธ.ไก่อู" โฆษกรัฐบาล บอกว่า ขนาดคนต่างประเทศยังเข้าใจประเทศไทย แล้วทำไมคนไทยด้วยกันถึงไม่ให้กำลังใจ หากเราจ้องจะหาจุดผิดกันอย่างเดียว บอกรัฐบาลขาชี้ฟ้า (น่าจะหมายถึงรัฐบาลกำลังแย่ หงายท้อง) ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามปาก ขาลงก็ลงตามปาก เพราะฉะนั้นอยากฝากถึงทุกฝ่าย อย่ามองเพียงปัญหาจุดเล็กๆ แต่ต้องมององค์รวมของประเทศ
ไปฟังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คุณดอน ปรมัตถ์วินัย กันบ้าง ท่านบอกว่า มติการฟื้นความสัมพันธ์ พร้อมเงื่อนไขต่างๆ เป็นท่าทีปกติ แต่ใจความสำคัญคือพัฒนาการทางการเมืองกับอียูที่ดีขึ้นอีกขั้นหนึ่ง หลังจากนี้จะทำให้การติดต่อกันในทุกระดับที่เป็นทางการ โดยเฉพาะทางการเมือง เดินหน้าไปได้ การแลกเปลี่ยนการเยือนเกิดขึ้นได้หากเราเชิญเขามาประเทศไทย ถ้าเขาสนใจก็มาได้เลย เช่นเดียวกัน ถ้าประเทศใดในอียูอยากจะเชิญไทยไปเยือน ก็ทำได้เลย ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ทำไม่ได้ โดยเฉพาะในระดับ "ผู้นำทางการเมือง" (ก็คือนายกฯ ผู้นำประเทศ) ตรงนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่สุด