เนชั่นทีวี

ข่าว

ผ่าเครือข่าย-เส้นทางอาวุธสงครามแปดริ้ว

08 ธ.ค. 2560 | lastman

ผ่าเครือข่าย-เส้นทางอาวุธสงครามแปดริ้ว

แม้จะมีกระแสวิจารณ์ว่าเป็นการจัดฉากเพื่อยื้อปลดล็อคทางการเมืองหรือไม่ สำหรับการพบอาวุธสงครามล็อตใหญ่ใน อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา แต่ดูเหมือนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะไม่ได้ให้ความสนใจ และยังคงเดินหน้ากระบวนการทางคดีต่อไป 2 โดยเฉพาะการขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 5 คน ขณะที่ พล.ท. มนัส เปาริก อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 3 เดินทางเข้ามอบตัวแล้ว พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ผู้ต้องหา 5 คนที่ศาลอนุมัติหมายจับ ประกอบด้วย นายชัยวัฒน์ หรือเปี๊ยก ผลโพธิ์ อายุ 49 ปี นายสมเจตน์ หรือ สน คงวัฒนะ อายุ 63 ปี นายจักรรินทร์ หรือ เสธ.ไก่ เรืองศักดิ์วิชิต อายุ 52 ปี พลโทมนัส เปาริก หรือ "เสธ.หยอย" อายุ 68 ปี และ นายจักรภพ เพ็ญแข อายุ 50 ปี โดยเป็นหมายจับในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง และข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจรขณะที่ พล.ท.มนัส หลังถูกออกหมายจับ ก็ได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวที่กองปราบปรามทันที เบื้องต้นให้การรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง แต่ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

สำหรับ พล.ท.มนัส เป็นอดีตรองแม่ทัพภาคที่ 3 และเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เคยถูกดำเนินคดีฐานครอบครองอาวุธสงครามมาแล้วเมื่อปี 57 และยังเคยถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้ากองกำลังชายชุดดำ ที่ใช้อาวุธสงครามโจมตีทหาร ในการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 53 ด้วยพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.บอกว่า ขณะนี้พบความเชื่อมโยงผู้ต้องหาเพียงแค่ 5 รายเท่านั้น สำหรับ พล.ท.มนัส ได้สอบปากคำไว้แล้ว และให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน วงเงิน 2 แสนบาทส่วนนายวัฒนา ทรัพย์วิเชียร ผู้ต้องสงสัยที่เข้ามอบตัวตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.และถูกคุมตัวอยู่ที่มณฑลทหารบกที่ 11 นั้น เจ้าหน้าที่พบว่าอยู่ในโครงข่ายกลุ่มที่ถูกออกหมายจับ แต่ไม่ได้เกี่ยวพันกับอาวุธสงครามล็อตนี้ จึงได้กันไว้เป็นพยาน และปล่อยตัวไปข้อมูลจากการสืบสวนสอบสวนของตำรวจ พบว่าอาวุธสงครามที่พบล่าสุดใน อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาทั้ง 5 คนที่ถูกออกหมายจับไปแล้ว โดยคนกลุ่มนี้ร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปี 2560 จำนวนหลายคดี หลายท้องที่ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตห้วยขวาง ลาดพร้าว บางเขน มีนบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ อ.ลาดบัวหลวง อ.วังน้อย จ.ปทุมธานี ที่ อ.คลองหลวง และ จ.ฉะเชิงเทรา ที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว โดยคนเหล่านี้มีความเชื่อมโยงเป็นขบวนการส่วนอาวุธสงครามที่พบ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ถูกพบมาแล้วหลายครั้งในหลายท้องที่ แต่เป็นอาวุธล็อตเดียวกันหมด แบ่งเป็น1.ระเบิดขว้าง RGD-5 ถูกพบในท้องที่ สน.บางนา สน.ราษฎร์บูรณะ สน.คันนายาว กรุงเทพฯ และ สภ.ลาดบัวหลวง จ.ปทุมธานี รวมของกลางที่พบ 44 ลูก2.ลูกกระสุน M79 ถูกพบในท้องที่ สภ.เมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี สภ.วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ สน.ราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ รวมของกลางที่พบ 91 ลูก3.ลูกกระสุน M79 อีกรุ่นหนึ่ง ถูกพบใน 3 ท้องที่เหมือนล็อตแรก รวมของกลางที่พบ 91 ลูกเช่นเดียวกันพล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 และทีมโฆษก คสช.บอกว่า เรื่องของการตรวจพบอาวุธสงคราม มีการบิดเบือนข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่รัฐสร้างเรื่องจัดฉาก ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย ที่ผ่านมาเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ในส่วนของนายวัฒนา เมื่อพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาวุธล็อตนี้ ก็ปล่อยตัวไป แม้นายวัฒนาจะเป็นเครือข่ายเดียวกับผู้ต้องหาอีก 5 คน แต่ความผิดที่ได้กระทำไว้เมื่อปี 57 นายวัฒนา รับโทษตามคำพิพากษาศาลไปแล้ว เมื่อครั้งนี้เขาไม่เกี่ยวข้อง ฝ่ายทหารก็ปล่อยตัวไปเช่นเดียวกับกรณีของ พล.ท.มนัส ที่เข้ามอบตัวเอง ถือเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ จึงไม่คัดค้านการประกันตัว คสช.ต้องการสื่อให้สังคมเห็นว่า ใครทำผิดอะไรก็ว่าไปตามกฎหมาย คนไม่ผิดก็ไม่ได้ไปกลั่นแกล้งด้าน นายจักรภพ อดีต รมต.สำนักนายกฯ และแกนนำ นปช.หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในคดีอาวุธสงคราม ได้ออกแถลงการณ์อีกรอบ ยืนยัยนว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับอาวุธสงครามที่พบใน จ.ฉะเชิงเทรา แต่เป็นการจัดฉากของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งบอกว่าจะเดินทางไปที่สำนักงานอินเตอร์โพล หรือ ตำรวจสากล (ตั้งอยู่ที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส) เพื่อแถลงความบริสุทธิ์ของตน และจะเล่าเบื้องหลังของเรื่องนี้ให้ตำรวจสากลได้รับรู้อย่างละเอียด

ข่าวล่าสุด