เรื่องการเสียชีวิตของ "น้องเมย" ตอนนี้แยกได้เป็น 2 ประเด็นหลักๆ คือ หนึ่ง อวัยวะสำคัญหายไปจากศพ ประเด็นนี้ถึงวันนี้ต้องบอกว่าเคลียร์แล้ว เป็นการสื่อสารคลาดเคลื่อน หรือเข้าใจผิดกันระหว่างโรงพยาบาลกับครอบครัวของน้องเมย ส่วนการส่งอวัยวะคืนล่าช้า จะมีใครต้องรับผิดชอบ ก็ต้องรอการสอบสวนกันต่อไป แต่ยืนยันว่าอวัยวะไม่ได้หาย
ประเด็นที่สอง สาเหตุการตาย ว่าถูก "ซ่อม" หรือ "ลงโทษ" หนักเกินไปจนเสียชีวิตหรือไม่ หรือว่าตายเพราะมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ แต่เจ้าตัวไม่รู้
วันนี้มีผู้ใหญ่ 2 คนออกมาพูดถึงเรื่อง "การซ่อม" ในโรงเรียนทหาร หนึ่ง คือ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กับ สอง คือ พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทั้งสองคนบอกตรงกันทำนองว่า "การซ่อมหนัก" จนนำไปสู่การเสียชีวิต เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในโรงเรียนทหาร คำถามก็คือ มันปกติจริงหรือไม่
คุณอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บอกกับ "ทีมล่าความจริง" ว่า การซ่อม หรือการลงโทษที่หนักเกินไป แม้จะเป็นวัฒนธรรม หรือธรรมเนียมปฏิบัติของทหาร แต่ถ้าหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็น ย่อมเข้าข่ายการซ้อมทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ ขัดต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันการซ้อมทรมานที่ไทยเคยให้สัตยาบันไว้ ฉะนั้นเรื่องนี้จึงต้องระมัดระวังและกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กลายเป็นช่องโหว่ จนเกิดความสูญเสียขึ้น
ส่วนในเรื่องสาเหตุการตาย จากผลชันสูตรของโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ที่บอกว่า "หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน" นั้น เท่าที่ "ล่าความจริง" ได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ได้ข้อมูลว่า การสรุปสาเหตุการตายเช่นนี้ ถือว่ารูปคดียังออกได้ 2 หน้า คือ หนึ่ง ตายจากโรคหรือความผิดปกติของหัวใจ ซึ่งขณะนี้ยังตรวจไม่พบชัดเจน หรือสอง ถูกกระทำให้ตาย แต่การจะสรุปว่าตายด้วยสาเหตุไหน อาจทำไม่ได้ด้วยผลชันสูตรทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่อาจต้องพึ่งพาหลักฐานและพยานแวดล้อมอื่นๆ เช่น เพื่อนของน้องเมย , บันทึกส่วนตัว หรือข้อมูลที่โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียเอาไว้ก่อนเสียชีวิต แต่น้ำหนักจะมากหรือน้อยแค่ไหน และจะส่งผลต่อคดีหรือไม่ เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก
แต่สิ่งที่เป็นอุทาหรณ์จากกรณีของน้องเมย ก็คือ
1.โรงเรียนทหารมีมาตรฐานความพร้อมในการช่วยชีวิตนักเรียนทหารที่ถูกฝึกหรือซ่อมจนร่างกายรับไม่ไหวหรือไม่ (ยกตัวอย่างตามอาคารสูงต่างๆ ยังมีแผนดับเพลิง เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ฉะนั้นโรงเรียนทหารก็น่าจะต้องมีมาตรฐานความพร้อมในเรื่องนี้เช่นกัน)
2.กองทัพเคยทำข้อมูลสถิติบ้างหรือเปล่าว่า นักเรียนทหาร หรือทหารเกณฑ์ที่เสียชีวิตในแต่ละปี มีจำนวนเท่าไหร่ และมีสาเหตุจากอะไร เช่น ป่วย เป็นโรคประจำตัว หรือติดเชื้อจากการฝึก เพราะการมีสถิติ และรู้สาเหตุการตาย จะนำมาสู่การสร้างมาตรฐานการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด เพราะต้องเข้าใจว่า โรงเรียนทหารต้องการฝึกคนให้เป็นคนเก่ง ไม่ใช่ฝึกให้ไปตาย นี่คือโจทย์ใหญ่ของกองทัพที่ต้องนำไปพิจารณา
การยกระดับมาตรฐานเพื่อป้องกันการเสียชีวิตซ้ำซากจากการฝึกยังไม่หมดแค่นี้นะคะ เบรกหน้ามาติดตามกันต่อ เป็นข้อเสนอของแพทย์ ที่อยากให้กองทัพปฏิรูประบบการตรวจร่างกายก่อนรับนักเรียนทหาร เพราะปัจจุบันมีโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก หากใช้มาตรฐานการตรวจโรคแบบเดิม อาจเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยน้องเมยหรือคนอื่นๆ ที่ต้องเสียชีวิตไป เดี๋ยวรอติดตามค่ะ