อีอีซี หรือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เป็นนโยบายของรัฐบาล คสช. เพื่อวางโครงสร้างพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในภาคตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จุดประสงค์ก็เพื่อให้เกิดเป็น "พื้นที่ใหม่" รองรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ซึ่งเดิมกำหนดไว้ 10 อุตสาหกรรม แบ่งเป็นอุตสาหกรรมต่อยอดของเดิม 5 อุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมอนาคต อีก 5 อุตสาหกรรม
การประชุมในวันนี้ ท่านนายกฯนั่งเป็นประธานเอง และให้นโยบายว่าน่าจะเพิ่ม "อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ" เข้าไปอีก 1 อุตสาหกรรม โดยท่านนายกฯอธิบายแบบนี้ค่ะ "ขอให้พิจารณาเพิ่มเติมเรื่องอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพราะเป็นส่วนสำคัญว่าเราจะทำอย่างไรให้มีความเจริญเติบโตในเรื่องการผลิตยุทโธปกรณ์ใช้เอง แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นอาวุธสงครามที่ร้ายแรง รุนแรง แต่เกี่ยวกับสิ่งที่เราต้องซื้อใช้มากๆ หรือต้องมีการซ่อมแซม เราก็พัฒนาเรื่องผลิตชิ้นส่วน รวมทั้งเรื่องอุปกรณ์การบรรเทาภัยพิบัติต่างๆ ด้วย"
พอท่านนายกฯให้นโยบายแบบนี้ ปรากฏว่าท่านเลขาธิการ อีอีซี คือ คุณคณิศ แสงสุพรรณ ก็ออกมารับลูกทันทีว่า ที่ประชุมบอร์ดอีอีซี ได้เสนอขอให้เพิ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอีก 1 อุตสาหกรรม คืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เป็นอุตสาหกรรมที่ 11 โดยมอบหมายกระทรวงกลาโหม กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ไปร่วมกันพิจารณา เพื่อเป็นแนวทางในชักจูงนักลงทุนรายสำคัญที่ทำธุรกิจด้านนี้เข้ามาลงทุนในไทย เพราะปัจจุบันไทยอยู่ในกลุ่ม Third Tier (เติร์ด-เทีย) หรือระดับ 3 หมายถึงประเทศที่มีขีดความสามารถผลิตยุทโธปกรณ์ได้เพียงบางส่วน ฉะนั้นหากจะพัฒนาให้ได้เร็ว ก็ต้องดึงประเทศจากกลุ่ม First Tier หรือ Second Tier ที่มีศักยภาพการผลิตได้ครบวงจร มาร่วมลงทุน
จริงๆ นโยบายผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ก็เป็นทิศทางที่ชัดเจนของ คสช.อยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีไอเดียจัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์ ที่จะร่วมลงทุนกับรัฐบาลจีน ฉะนั้นก็ต้องรอดูว่า เมื่อเรื่องนี้ไปโยงเข้ากับอีอีซี จะมีชาติใดเข้ามาร่วมลงทุนบ้าง