นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ได้แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักการกิจการยุติธรรม ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่าอธิบดีและรองปลัดกระทรวง เป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริงการให้ความช่วยเหลือรื้อฟื้นคดีอาญาให้กับนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครู ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน เพื่อให้ความจริงให้ปรากฎ ยังไม่การเอาผิดกับใคร เพราะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ส่วนเรื่องการที่ผู้เสียหายจะมาขอความช่วยเหลือรื้อคดี ในสัปดาห์หน้าจะประกาศใช้ระเบียบใหม่ เพื่อให้การขอรับรื้อฟื้นคดีอาญามีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ดำเนินการโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เหมือนที่ผ่านมาด้านนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า ต้องการให้ตรวจสอบเรื่องการรับรื้อฟื้นคดีของนางจอมทรัพย์ ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการคุ้มครองพยานคือนายสับ วาปี และค่าทนายความ ซึ่งปรากฎหลักฐานว่าทีมงานของกระทรวงยุติธรรมรู้มาตั้งแต่ต้นว่ามีการว่าจ้างให้รับผิดแทน แต่กลับไม่หยุดให้การช่วยเหลือ หากการตรวจสอบพบความผิดขอให้สั่งเรียกคืนงบประมาณที่นำไปใช้กลับคืนด้วย
พยานครูจอมทรัพย์ผวา หวั่นติดคุกฐานให้การเท็จ
ส่วนความคืบหน้าคดีผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ตั้งคณะสอบสวน และเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับขบวนการรับจ้างติดคุก สร้างพยานและหลักฐานเท็จ รวม 7 ราย โดยมีนายสุริยา หรือครูอ๋อง นวนเจริญ เพื่อนครูจอมทรัพย์ และนายสับ วาปี ที่เป็นผู้รับสารภาพอ้างว่าเป็นคนขับรถตัวจริง รวมอยู่ด้วย
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถาม นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ อายุ 61 ปี หนึ่งในพยานที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี ก็ปฎิเสธว่า ไม่ได้อยู่ในขบวนการรับจ้างติดคุก ไม่เคยได้รับเงินค่าจ้างจากใคร เห็นเหตุการณ์อย่างไรก็บอกไปเช่นนั้น ส่วนตัวไม่เคยรู้จักกับครูจอมทรัพย์ หากตำรวจมีหมายจับมาก็จะเรียกชาวบ้านมาช่วย ยืนยันว่าจะไม่หลบหนีไปไหน
ขณะที่นางทองเรศ วงศ์ศรีชา อายุ52ปี พยานอีกราย บอกว่า แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีเหมือนนางทัศนีย์ ยอมรับรู้สึกกังวล ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ กลัวจะถูกจับไปติดคุก แต่ยืนยันสิ่งที่เบิกความต่อหน้าศาลเป็นความจริง"ผบ.ตร." กู้ศักดิ์ศรี ตร.สั่งจัดการ "แก๊งจ้างรับผิด"
ด้าน พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกว่า การดำเนินคดีกับขบวนการจ้างรับผิด ไม่ใช่เรื่องการกู้ศักดิ์ศรี เป็นเรื่องของพยานหลักฐานที่ต้องดำเนินคดีเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตำรวจ ในคดีนี้ ตั้งแต่ช่วงแรกที่ พลตำรวจเอก ปัญญา มาเม่น อดีตเจรตำรวจแห่งชาติ ลงไปตรวจสอบและรายงานมาก็มั่นใจว่าคดีนี้ทั้งพยานหลักฐานและตัวบุคคล ไม่มีการจับแพะแน่นอน