ข้อเสนอ 4 ข้อที่กลุ่มเยาวชนเรียกร้องก็คือ 1.ขอให้หน่วยงานภาครัฐสนับสนุนบทบาทการมีส่วนร่วมของเด็ก พร้อมป้องกันและช่วยเหลือผู้อื่นจากความรุนแรง 2.การสร้างองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐให้สามารถช่วยเหลือเยาวชนจากความรุนแรงได้ 3.บริการทางสังคมที่เหมาะสมกับเยาวชนผู้ถูกกระทำและกระทำความรุนแรง และ 4.พัฒนาระบบบริหาร กฏ ระเบียบในการปกป้องเด็กและเยาวชนไม่ให้ตกอยู่ในวงจรความรุนแรง
นอกจากข้อเสนอในภาพรวมทั้ง 4 ข้อแล้ว ยังมีเยาวชนบางคนสะท้อนเรื่องราวปัญหาของพวกตนจากพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ เช่น ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในประเด็นของการเลือกปฏิบัติจากความแตกต่างทางศาสนา
เด็กหนุ่มจากจังหวัดนราธิวาสคนนี้บอกกับทีมล่าความจริงว่า ตัวเขาและกลุ่มเพื่อนในละแวกบ้านมักถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจับตาดูพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเป็นพิเศษ ทำให้เขาคิดว่าเป็นเพราะเขานับถือศาสนาอิสลามหรือเปล่า เจ้าหน้าที่ถึงได้เข้มงวดแบบนี้
ขณะที่เด็กจากชนกลุ่มน้อยชายขอบ ก็เผชิญกับแรงกดดันในการดำเนินชีวิตปกติไม่แพ้กัน อย่างสาวน้อยชนเผ่าดาราอาง ในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ บอกว่า แม้เธอจะเกิดและเติบโตบนผืนแผ่นดินไทย แต่กลับมีปัญหาการยืนยันสัญชาติ ทำให้เสียสิทธิ์ในหลายเรื่อง รวมถึงพื้นที่ทางสังคม จึงอยากให้ภาครัฐหันมาใส่ใจแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังเสียที
เมื่อเยาวชนได้มีโอกาสสะท้อนปัญหาผ่านผู้ใหญ่ในรัฐบาลแบบนี้ ทำให้รองนายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะเร่งผลักดันให้เป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลรีบหาทางแก้ไข
ขณะที่ตัวแทนองค์การยูนิเซฟ นายโธมัส ดาวิน บอกว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายและนโยบายสำหรับเด็กทุกคน รวมถึงเด็กข้ามชาติ ให้สามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เด็กเหล่านี้กลับเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานจากหลากหลายสาเหตุ เช่น การถูกตีตราและเลือกปฏิบัติจากผู้คนในสังคม การต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบริการขั้นพื้นฐาน รวมทั้งความกลัวที่ต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐ หรือแม้แต่การย้ายถิ่นที่อยู่ ฉะนั้นภาครัฐควรมีทางออกให้กับเยาวชนเพื่อลดความรู้สึกเหลื่อมล้ำและเลือกปฏิบัติอย่างแท้จริงเพราะเด็กและเยาวชนในวันนี้ ก็คือผู้ใหญ่ในวันหน้า อนาคตของประเทศย่อมอยู่ในมือของพวกเขา...