บอร์ดอภ.ชุดใหม่ประชุมนัดแรก วางเป้าส่งออกวัคซีน-ยาไปต่างประเทศ รอข่าวดีฮูรับรองยาเอดส์ เอฟฟาไวเรนซ์ของอภ. คาดไม่เกินเม.ย.61เปิดทางขายได้ทั่วโลก

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

  
       เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2560 นพ.โสภณ เมฆธน ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) คนใหม่ กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ด อภ.เป็นครั้งแรก ว่า การประชุมในครั้งนี้ ตนได้แจ้งนโยบายของ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ใน 5 เรื่อง คือ 1.อภ.มีหน้าที่ด้านความมั่นคงทางยา ต้องมียาใช้เพียงพอ ไม่แข่งขันกับทางเอกชน ต้องเติบโตไปด้วยกัน แต่ อภ.ต้องอยู่ได้ เช่น ส่งผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไปต่างประเทศ

       2.มีความมั่นใจในคณะกรรมการ อภ.ที่มีความรู้ความสามารถ โดยให้เน้นด้านธุรกิจที่ต้องดึงคนมีความรู้ความสามารถมาช่วย 3.สนองนโยบายนายกรัฐมนตรีในเรื่องการส่งเสริมสมุนไพรไทย  4.งบประมาณที่ อภ.สามารถจัดการเองได้ ให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส และ 5.ดูแลพนักงาน อภ.ให้ทำงานอย่างมีความสุข ทั้งนี้ เพื่อให้ อภ.มียาดีมีคุณภาพ ประชาขนเข้าถึงยา ราคาคุ้มค่าเป็นธรรม เป็นที่เชื่อถือของประชาชนที่ใช้ยา 

     ด้านนพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการ อภ. กล่าวว่า ในส่วนของแผนที่ อภ.วางไว้เพื่อดำเนินการขยายตลาดไปต่างประเทศ จะเป็นส่วนของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่โรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ อ.ทับกวาง จ.สระบุรี สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว คาดว่า จะดำเนินการผลิตวัคซีนได้ในปี 2562 ซึ่งหากจะให้โรงงานสามารถอยู่ได้ต้องผลิตได้มากกว่า 1 ล้านโดสต่อปี ซึ่งจำเป็นต้องมีการขยายตลาดไปต่างประเทศ

      ทั้งนี้ การที่จะสามารถนำวัคซีนไปจำหน่ายได้ ต้องผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ อภ.ได้ส่งยาต้านไวรัสเอชไอวี เอฟฟาไวเรนซ์เป็นรายการยาตัวแรกของไทยและอาเซียน เพื่อให้องค์การอนามัยโลกรับรองยา จะทำให้ อภ.สามารถขายยาดังกล่าวได้ทั่วโลก

      ดร.ภญ.มุกดาวรรณ ประกอบไวทยกิจ รองผู้อำนวยการ อภ. กล่าวว่า ขณะนี้ อภ.ได้ดำเนินการจัดส่งเอกสารประกอบการพิจารณารับรองยาเอฟฟาไวเรนซ์ไปยัง WHO แล้ว คาดว่าอย่างช้าคือ เม.ย. 2561 ยาเอฟฟาไวเรนซ์ของ อภ.จะได้รับการรับรองขึ้นเป็นบัญชียาในรายการของ WHO  ซึ่งในการพิจารณาจะพิจารณาทั้งตำรับยาและมาตรฐานโรงงานผลิตยา

     ทั้งนี้ จะได้รับการรับรองความคงสภาพตัวยาหรืออายุยาที่ 2 ปี สำหรับยาเอฟฟาไวเรนซ์ปัจจุบันโรงงานผลิตยาของ อภ.ที่รังสิต สามารถผลิตใช้ในประเทศปีงบประมาณ 2560 จำนวน 44.94 ล้านเม็ด มูลค่าประมาณ 251.993 ล้านบาท โดยจำหน่ายในราคาขวดละ 100 กว่าบาท ซึ่งโรงงานแห่งนี้มีความพร้อมที่จะขยายการผลิตเพิ่มขึ้นได้