ดีเอสไอบุกแหล่งจำหน่ายแว่นตาปลอม ยึดของกลางกว่า 2 แสนชิ้น มูลค่า 40 ล้าน พร้อมจับนักธุรกิจชาวจีนตัวการลักลอบนำเข้ารายใหญ่. ขณะที่ตัวแทนแบรนด์ดังจี้ขยายผลสอบด่านศุลกากรเปิดช่องทางนำเข้า ส่วนอีกคดีจับเพิ่มเครือข่าย "เจ๊ไก่" เจ้าแม่นำเข้าสินค้าหนีภาษี รายใหญ่ 6 ราย คาดสรุปสำนวนสั่งฟ้องธค.นี้

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline


กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ). -31ต.ค.60 พ.ต.อ ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ พ.อ.พินิจ ตั้งสกุล ผอ.กองคดีทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมนางมาลา ตั้งประเสริฐ ตัวแทนผู้เสียหายบริษัทลูซอตติกา กรุ๊ป เอส.เอ.พี.ปิอัซซาเล่ คาดอร์มา จำกัด เจ้าของเครื่องหมายการค้าเรย์แบน (Ray Ban) ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมสินค้าประเภทแว่นตาปลอมเครื่องหมายการค้า อาทิเช่น ยี่ห้อเรย์แบน ลีวาย กุชชี่ พราด้า
พ.อ พินิจ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยยังมีสถานะเป็นประเทศที่ไม่ให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเพียงพอดีเอสไอจึงพยายามเข้าจับกุมกลุ่มผู้นำเข้าสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยกองคดีทรัพย์สินทางปัญญา ได้สืบสวนจนแน่ชัดว่ามีการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายแว่นตาปลอม และเครื่องหมายการค้ายี่ห้อต่าง ๆย่านคลองถม จึงได้ขอศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุมัติหมายค้นสถานที่เก็บสินค้าจำนวน 3 จุดย่านคลองถมและย่านคลองสาน ผลการตรวจค้นพบแว่นตาปลอมเครื่องหมายการค้าจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบแว่นตาที่หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรอีกจำนวนมาก รวมของกลางทั้งหมดประมาณ 210,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าของกลางกว่า 40 ล้านบาท และสามารถจับกุมนายหลิง จื้อ จู สัญชาติจีน ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองสถานที่ จึงได้แจ้งข้อหาผิด พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ,พ.ร.บ. ศุลกากร และพ.ร.บ.ต่างด้าวประกอบธุรกิจ และอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายฟอกเงินด้วย จึงนำผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป
ขณะที่นางมาลา กล่าวว่า การจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ของดีเอสไอครั้งนี้เป็นการจับกุมล็อตใหญ่กว่าที่เคยจับได้ จึงอยากให้ดีเอสไอขยายผลว่า สามารถนำเข้าสินค้ามาได้อย่างไร ขนผ่านด่านศุลกากรใดบ้าง พร้อมให้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศุลกากรและสืบสวนเรื่องเส้นทางการเงินของกลุ่มพ่อค้าละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย เพราะมูลค่าความเสียหาย 40 ล้านบาท เป็นราคาประเมินจากการขายแว่นตาอันละ 200 บาท ทั้งๆที่ของจริงราคาอันละ 5,000-6,000 บาท
ด้านพ.ต.ท สุริยา กล่าวถึงความคืบหน้าคดีการจับกุมนางอารีย์ แซ่ตั้ง หรือ เจ๊ไก่ ผู้ต้องหาคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และยึดของกลางที่ลักลอบนำเข้าจากประเทศจีนมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท เมื่อเดือนกพ.ที่ผ่านมาว่า ดีเอสไอได้สอบสวนพบข้อเท็จจริงว่า สินค้าทั้งหมดลักลอบนำเข้ามาจากประเทศจีนโดยผิดกฎหมาย ได้แจ้งข้อกล่าวหาบุคคลในกลุ่มขบวนการ 6ราย เป็นบุคคลธรรมดา3 ราย และนิติบุคคล 3 รายในฐานความผิดละเมิดเครื่องหมายการค้าฯและนำของต้องห้ามต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยกลุ่มของเจ๊ไก่เป็นกลุ่มใหญ่ลำดับต้นๆของประเทศไทย ทำธุรกิจครบวงจรทั้งนำเข้าสินค้ามาขายส่งให้กับเอเย่นต์ต่างๆ ต่อมายังได้เปิดบริษัทขนส่งสินค้าจากต่างประเทศเองด้วย
รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมาดีเอสไอได้วิเคราะห์ข้อมูลคอมพิวเตอร์และเส้นทางการเงินของกลุ่มขบวนการเสร็จสิ้นแล้วพบว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการอีกหลายรายที่มีพฤติกรรมร่วมกันแปลงสภาพทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดอันเข้าลักษณะของการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยได้เริ่มออกหมายเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าให้ชี้แจ้งถึงที่มาของทรัพย์สินและพฤติกรรมของการประกอบอาชีพ โดยคาดว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะพิจารณาสั่งคดีในความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินได้ภายในเดือนธันวาคมนี้