หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐสร้างปรากฏการณ์ร้อนแรงพุ่งขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 หนุนดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 144 จุดทะลุ 6,700 อย่างรวดเร็ว โดยนักลงทุนสหรัฐตื่นซื้อ 5 หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดันมาร์เก็ตแคปพุ่งขึ้น 2 แสนล้านดอลลาร์ในวันเดียว โดยเฉพาะหุ้น FANG ในกลุ่มนิวมีเดียคือ Facebook Amazon Google และ Netflix มีการซื้อขายโดดเด่นมากที่สุด มีมาร์เก็ตแคปพุ่งขึ้นมากกว่า 1.2 แสานล้านดอลลาร์ นำโดย Amazon ที่มีราคาร้อนแรงสูงสุดพุ่งขึ้น 12.5%

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

โดยที่เจฟ เบซอส ซึ่งเป็นเจ้าของ Anazon กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก โดยมีมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์มาอยู่ที่ 9.3 หมื่นล้านดอลลาร์ แซงหน้าบิล เกตต์ ซึ่งตกไปเป็นอันดับสองมีมูลค่าหุ้นมาร์เก็ตแคปที่ 8.8 หมื่นล้านดอลลาร์
ขณะที่หุ้น Top5 มาร์เก็ตแคปสูงสุด นำโดยหุ้น Apple 8.4 แสนล้านดอลลาร์ Google (Alphabet) 7.19 แสนล้านดอลลาร์ Microsoft 6.49 แสนล้านดอลลาร์ Amazon 5,28 แสนล้านดอลลาร์ Facebook 5.14 แสนล้านดอลลาร์ 
1.  Nasdaq สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลนีพุ่งขึ้นมากที่สุดอย่างร้อนแรงนับตั้งแต่ปี 2009 หนุนดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 144 จุดทะลุ 6,700 ทำนิวไฮอย่างรวดเร็วเมื่อวันศุกร์ 
เช่นเดียวกับดาวโจนส์และ S&P 500 ปิดทำนิวไฮ ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบรรดาบริษัทเทคโนโลยีล อกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจาก GDP ไตรมาส 3 ของสหรัฐที่ขยายตัวแข็งแกร่งเกินคาดทึ่ะดับ 3%
ดาวโจนส์ปิดที่ 23,434 เพิ่มขึ้น 33.33 จุด หรือ 0.14% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,581 เพิ่มขึ้น 20.67 จุด หรือ 0.81% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,701 เพิ่มขึ้น 144.49 จุด หรือ 2.2% นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยนำ Amazon ที่มีราคาร้อนแรงสูงสุดพุ่งขึ้น 12.5% หุ้น Microsoft พุ่งขึ้น 6.41% หุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google พุ่งขึ้น 4.26% รวมถึงหุ้น Intel พุ่งขึ้น 7.38% 
ขณะเดียวกันตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนหลังจากมีการเปิดเผยการประมาณการตัวเลข GDP ในไตรมาส 3 มีการขยายตัวที่ระดับ 3.0% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.5% โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนในสินค้าคงคลัง และขาดดุลการค้าลดลง ท่ามกลางการใช้จ่ายผู้บริโภค และการลงทุนภาคก่อสร้างที่ยีงชะลอตัวลง เนื่องจากอิทธิพลของพายูเฮอร์ริเคนฮารวีย์ และเออร์มา

2.  โดย 10 หุ้นอันดับแรก ที่มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปสูงสุด คือ Apple 8.4 แสนล้านดอลลาร์ Alphabet หรือหุ้น Google 7.19 แสนล้านดอลลาร์ Microsoft 6.49 แสนล้านดอลลาร์ Amazon 5,28 แสนล้านดอลลาร์ Facebook 5.14 แสนล้านดอลลาร์ Berkshire 4.63 แสนล้านดอลลาร์ Johnson & Johnson 3.81 JPMorgan 3.55 แสนล้านดอลลาร์ Exxom 3.55 แสนล้านดอลลาร์ และ Bank Of America 2.91 แสนล้านดอลลาร์ ส่วน Wai-mart ที่เคยมีมาร์เก็ตแคปสูงสุด ตกลงมาอยู่ที่อันดับ 11 มูลค่า 2.61 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนอีก 25 บริษัทที่รองลงไป เป็นธุรกิจการอุปโภคบริโภค ยา พลังงาน รถยนต์ คอมพิวเตอร์ คือ Visa 2.48 แสนล้านดอลลาร์  Progter & Gamble 2.19 แสนล้านดอลลาร์ Chevron 2.15 แสนล้านดอลลาร์ Pfizer 2.11 แสนล้านดอลลาร์ Oracle 2.11 แสนล้านดอลลาร์ AT&T 2.08 แสนล้านดอลลาร์ Intel 2.07 Unitedhealth 2.05 Verizon 2.0 Home Depot 1.97 แสนล้านดอลลาร์ Coca-Cola 1.97 แสนล้านดอลลาร์ CitiGroip 1.94 แสนล้านดอลลาร์ General Electric 1.79 แสนล้านดอลลาร์  Comcast 1.71 แสนล้านดอลลาร์ และ Cisco Systems 1.71 แสนล้านดอลลาร์ 

5 หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐมีมาร์เก็ตแคปพุ่งขึ้น 200,000 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว



3.  อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงอ่อนไหวและจับตาที่ตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศว่าการตัดสินใจเลือกประธานเฟดคนใหม่ ก่อนที่จะเดินทางเนือนประเทศต่างๆ ในเอเชีย ในวันที่ 3 พ.ย.นี้
โดยตลาดหุ้นสหรัฐยังกังวลต่อโผล่าสุดที่ชี้ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะตัดสินใจเลือกจาก 2 ตัวเต็งที่เหลือเพียง 2 คน คือ เจอโรม พาวเวล ผู้ว่าการเฟด และจอห์น เทย์เลอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หลังจากที่เจเน็ต เยลเลน ตกลงไปอยู่อันดับ 3 
ทั้งนี้ มีแนวโน้มที่เจอโรม พาวเวล เป็นเต็งหนึ่งที่จะรับตำแหรน่งประธานเฟดคนใหม่ในเดือนก.พ. ปีหน้า
4.  สำหรับการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเอเชียมีการปรับตัวที่แข็งแกร่งขึ้น นำโดยหุ้นญี่ปุ่นซึ่งมีดัชนี Nikkei พุ่งทะลุ 22,000 เป็นการฟื้นตัวที่ดีที่สุดในรอบ 25 ปีนับตั้งแต่ปั 1992 เป็นต้นมา หลังจากที่ไดัรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของชินโซ อาเบะ ที่ชนะด้วยเสียง 2 ใน 3 
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีสัญญาณที่อ่อนตัว เนื่องจากพื้นฐานภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ เนื่องจากในระยะ 10 ปีล่าสุด GDP ของญี่ปุ่นเติบโตในอัตราค่อนข้างต่ำที่ระดับเพียง 1,7% เท่านั้น แม้จะได้รับแรงหนุนมาจากการอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ก็ตาม
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็อยู่ในภาวะที่ร้อนแรงเกินกว่าคาดการณ์ โดยที่มูลค่ามาร์เก็ตแคปพุ่งขึ้นถึงระกับ 120% ของ GDP ใกล้เคียงกับช่วงที่หุ้นญี่ปุ่นที่เคยอยู่ในยุคหุ้นบูมที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนทศวรรษ  1990 ซึ่งมีมาร์เก็ตแคปที่ 140% ของ GDP

5.  ส่วน Bitcoin เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าจับตามอง ราคาเทรดล่าสุดพุ่งแตะ 6,300 ดอลลาร์ต่อ 1 Bitcoin เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 550% โดยที่ Bitcoin มีแรงปั่นร้อนแรงไม่ยิ่งหย่อนกว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐ 
โดยที่บรรยากาศเพียงเค่ไม่ 2-3 ชั่วโมง หลังมีข่าวความตึงเครียดในสเปน ดันราคา Bitcoin พุ่งขี้นถึง 500 จนแตะระดับ 6,300 ดอลลาร์ในที่สุด ส่งผลให้มารฺเก็ตแคปทะลุ 1.04 แสนล้านดอลลาร์แล้ว