ตรัง-ผวจ.ตรัง สั่งล่าตัวคนชำแหละพะยูนมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ชมรมประมงพื้นบ้าน-เครือข่ายอนุรักษ์ยื่นข้อเสนอ4ข้อเสนอ

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

 เรียกร้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง รองอธิบดีฯบอกปล่อยให้ทางจังหวัดและเจ้าหน้าที่ทำงาน พร้อมจะสนับสนุนแนวทางการอนุรักษ์พะยูนในรูปแบบคณะทำงานร่วมกันต่อไป(25ตุลาคม2560)ที่มูลนิธิอันดามัน ต.ควนปริง อ.เมือง จ.ตรัง นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินทางมาพบกับชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง องค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ ชาวบ้านตำบลเกาะลิบง และมูลนิธิอันดามัน โดยนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ได้นำ พล.ต.ต.สมพงษ์ ทองใบ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง พ.อ.พิชิต โชติแก้ว รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตรัง นายอำเภอกันตัง เข้าร่วมรับฟังด้วย โดย หลังจากเดินทางมาถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังเป็นคนเปิดประเด็นเรื่องกรณีข่าวขบวนการล่าพะยูนในจังหวัดตรัง
 และกรณีเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯในพื้นที่ พบซากพะยูนที่ถูกคนร้ายชำแหละเอาส่วนหัว เนื้อ และกระดูกไป แต่ทิ้งผิวหนัง และลำไส้ผูกมัดติดกับต้นโกงกางไว้ บริเวณปากคลองโต๊ะขุน ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง จนเจ้าหน้าที่เข้าไปพบ เมื่อวันที่22ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งภายหลังเจ้าหน้าที่ออกมาชี้แจงใหม่ว่า ชาวบ้านไปทำประมงเป็นคนพบแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ออกไปนำซากกลับขึ้นฝั่ง มาแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.กันตัง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดตรังประกาศต่อหน้ารองอธิบดีกรมอุทยานฯ และคณะ รวมทั้งหน่วยงานในสังกัดกรมอุทยานฯทั้งในระดับเขต และในพื้นที่ รวมทั้งชาวประมงพื้นบ้านและเครือข่ายอนุรักษ์ว่า กรณีการพบซากพะยูนที่ถูกชำแหละทิ้งไว้ในป่าโกงกาง ตนเองจะไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยหาคนกระทำผิดไม่ได้อย่างเด็ดขาด ที่ผ่านมาเคยมีคนพบพะยูนตายแบบผิดธรรมชาติ ในลักษณะคนทำให้ตายเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เคยจับกุมคนกระทำมาดำเนินคดีคดีได้ โดยเรื่องนี้ตนไปพูดคุยกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ รวมทั้งหน่วยทหาร มณฑลทหารบกที่ 43ค่ายเทพสตรีศรีสุนทรแล้ว รวมทั้งฝ่ายปกครอง ให้ร่วมกันสืบสวนหาข่าวในเชิงลึกติดตามคนร้ายที่ทำการเรื่องนี้ให้ได้ 
ขณะเดียวกันได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2569 เรื่อง สถานการณ์พะยูนในจังหวัดตรังไปถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงมหาดไทย แม่ทัพภาค 4 และอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตวป่า และพันธุ์พืชยืนยันว่าจังหวัดตรังในฐานะที่เป็นมีแหล่งหญ้าทะเลและเป็นแหล่งอาศัยของพะยูนฝูงใหญ่ที่สุดในประเทศ ชาวตรังทุกคนรักหวงแหนพะยูนมาก ไม่ปรากฏหลักฐานของกระบวนการล่าพะยูนเพื่อนำเนื้อมาขายหรือทำอาหารในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเขี้ยวและกระดูกไปจำหน่ายเป็นเครื่องรางของขลังอย่างแน่นอน การตายของพะยูนที่ผิดธรรมชาติทั้งหมดเกิดจากเครื่องมือการประมงของชาวบ้านโดยไม่มีเจตนาฆ่าพะยูน ทางจังหวัด จึงเห็นสมควรที่หน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินการอนุรักษ์พะยูนตามแนวทางประชารัฐ คือ ข้าราชการ ประชาชน นักวิชาการ นักธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างมีประสิทธิภาพ ให้สถิติการตายที่ผิดธรรมชาติของพะยูนลดลง และมีจำนวนพะยูนเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดความร่วมมือประสานงานกันอย่างปรองดองสมานฉันท์เป็นเอกภาพตามแนวประชารัฐ จึงเสนอให้หน่วยงานหน่วยงานดังกล่าว มีการพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อการอนุรักษ์พะยูนในพื้นที่ทะเลจังหวัดตรังอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
 ทางด้าน พล.ต.ต.สมพงษ์ ทองใบ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง กล่าวว่า หลังทราบเรื่องพะยูนถูกฆ่า และบอกว่ามีขบวนการล่าพะยูน ตนเองก็ตกใจ และยอมไม่ได้เช่นกัน กรณีการพบซากพะยูนที่ถูกชำแหละ และแจ้งความไว้ที่ สภ.กันตัง ตนได้สั่งกำชับไปยังผู้กำกับการ สภ.กันตังแล้ว ให้ดำเนินการสอบสวนสืบสวนหาข้อเท็จจริงเป็นกรณีพิเศษ หากพบว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดทางอาญา ที่ทางตำรวจจะสามารถทำงานในหน้าที่ได้ ก็พร้อมจะดำเนินคดีกับคนกระทำอย่างเด็ดขาด จะไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น
 ขณะที่นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไม่ได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านและเครือข่ายอนุรักษ์ ต่อกรณีอธิบดีกรมอุทยานฯออกมาให้ข่าวยืนยันว่าถึงขบวนการล่าพะยูนว่ามีจริง จนนำไปสู่การล่อซื้อเนื้อได้ร้านค้าแห่งหนึ่งบนเกาะลิบง และเหตุเจ้าหน้าตรวจยึดหลักฐานซากพะยูนที่ถูกชำแหละแล้วทิ้งซากไว้ในป่าโกงกาง จนเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านเข้าไปพบตรวจยึดซากไว้ได้จนเป็นหลักฐานสำคัญยืนยันว่า ขบวนการล่าพะยูนในพื้นที่จังหวัดตรังมีจริง แต่อย่างใด แต่พูดกับผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดว่า เห็นด้วยกับที่ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังจะให้มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อเดินหน้าในการอนุรักษ์คุ้มครองพะยูนอย่างเป็นระบบร่วมกัน โดยมีทางจังหวัดตรังเป็นผู้นำ ภาคราชการ ภาคประชาสังคมและชาวประมงร่วมกันต่อไป ซึ่งในพื้นที่จะหน่วยงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง และอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมร่วมทำงาน เพื่อลดการตายของพะยูนที่ผิดธรรมชาติให้เป็นไปตามเป้าหมายคือ ปีละไม่เกิน3ตัวให้ได้ และอยากจะเห็นพะยูนที่ตายผิดธรรมชาติครั้งนี้ เป็นตัวสุดท้าย โดยรองอธิบดีกรมอุทยานฯ ยังได้อ้างถึงข้อมูลทางวิชาการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ยืนยันถึงสาเหตุการตายของพะยูนหลักๆ ว่ามาจากหลายปัจจัย เช่น เกิดจากเครื่องมือประมง , การสูญเสียแหล่งหญ้าทะเล รวมทั้งเกิดจากมลภาวะทางทะเล แต่ไม่มีเรื่องของขบวนการล่าพะยูน ที่เป็นสาเหตุทำให้ประชากรของพะยูนลดน้อยลงจนเหลือทั่วประเทศไม่ถึง200ตัวแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ทางด้านเครือข่ายอนุรักษ์พะยูน และชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง ได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาและการอนุรักษ์พะยูนแบบบูรณาการ ผ่านรองอธิบดีกรมอุทยานฯ ทั้งหมด4ข้อ ประกอบด้วย1. จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการอนุรักษ์พะยูน สัตว์ทะเลหายากและพื้นที่หญ้าทะเลจังหวัดตรัง 2. บรรจุแผนบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นแผนยุทธศาสตรหลักของจังหวัดตรัง 3. แผนอนุรักษ์ฟื้นฟูเฝ้าระวังทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดตรัง ในบริบท 4 อ่าว 5 ตำบล ( อ่าวสิเกา,ปากน้ำกันตัง,อ่าวหาดสำราญ และอ่าวปะเหลียน ) และ 4. ให้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการตายของพะยูน ณ คลองโต๊ะขุน หมู่ 7 ตำบลเกาะลิบง วันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยจะต้องมีตัวแทนของชาวบ้านร่วมด้วย