สี จิ้นผิง จะได้รับการจารึกแนวคิดสร้างชาติในรัฐธรรมนูญของจีน ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดที่มีอิทธิพลสูงสุดเทียบเท่าประธานเหมา เจ๋อตง และเติ้ง เสี่ยวผิง ในการยึดตามแนวคิดสังคมนิยมยุคใหม่ที่เน้นบทบาทพรรคคอมิวนิสต์ในการบริารประเทศ

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ขณะเเดียวกันที่ประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มีมติชัดเจนให้ถือว่าแรงกดดันใดๆ หรือการโจมตีที่เกิดจากปัจจัยต่างประเทศที่มีต่อสี จิ้นผิง ย่อมหมายถึงแรงกดดันและการโจมตีนั้นมีต่อพรรรคคอมมิวนิสต์จีนไปด้วย
ทั้งนี้ การประชุมใหญ่สมัชชาพรรคคอมมิวนืสต์จีนครั้งที่ 19 ซึ่งมีสมาชิดเข้าร่วมประชุม 2,287 คน ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยสี จิ้นผิง ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ และเป็นประธานาธิบดีของจีนต่อเนื่องไปอีกหนึ่งสมัยในช่วง 5 ปีข้างหน้าจนถึงปี 2022 ท่ามกลางการจับตามองอย่างใกล้ชิดของสื่อต่างชาติที่พากันวิพากษ์วิจารณ์ว่าสี จิ้นผิง จะกลายเป็นผู้นำสูงสุดที่สามารถรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จด้วย

1. ในที่สุด สี จิ้นผิง ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดที่มีอิทธิพลสูงสุดของจีน เทียบเท่าประธานเหมา เจ๋อตุง และเติ้ง เสี่ยวผิง หลังจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้จารึกแนวความคิดของสี จิ้นผิง เกี่ยวกับสังคมนิยมแบบจีนสำหรับการก้าวสู่ยุคใหม่ ให้เป็นหลักการสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในแนวทางปฏิบัติไว่ในรัฐธรรมนูญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC)
ถัดจากนี้ไปคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีสมาชิกอยู่ 200 คน จะเปิดประชุมรอบแรกซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 25 ต.ค. เพื่อจะคัดเลือกคณะกรรมการกรมการเมือง หรือโปลิตบูโร จำนวน 25 คน คณะกรรมการประจำกรมการเมืองจำนวน 7 คนที่มีอำนาจในการบริหารนโยบายของประเทศ และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์
โดยที่สี จิ้นผิง จะได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการกลางต่อเนื่องอีก รวมทั้งได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีของจีนอีกหนึ่งสมัยในช่วง 5 ปีข้างหน้าจนถึงปี 2022

2. ขณะเเดียวกันที่ประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีการยกย่อง เท่ากับเป็นสัญญาณว่า การท้าทายอำนาจของเขาในอนาคตไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากผู้ที่ตั้งคำถามต่อสี จิ้นผิง ถือเป็นการตั้งคำถามกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วยเช่นกัน เพราะนอกจากจะเป็นการจารึกแนวคิดสร้างชาติในรัฐธรรมนูญที่เทียบเท่าประธานเหมา เจ๋อตง แนวคิดสังคมนิยมยุคใหม่ยังเน้นบทบาทพรรคในการบริารประเทศภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์จีน
หลังจากที่จีนได้เปิดศักราชในการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีบทบาทบนเวทีโลก โดยที่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมนิวนิสต์ของจีนได้จัดขึ้นทุกๆ 5 ปี นับจากช่วงเวลาที่จีนกำลังสร้างความมั่งคั่งให้แก่สังคมในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่องกันมาในหลายทศวรรษ และจากนี้ไปจะเป็นช่วงเวลาที่ระบอบสังคมนิยมในรูปแบบของจีนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่

3. หลายคนต่างพากันเชิดชูแนวคิดของ สี จิ้นผิง เกี่ยวกับสังคมนิยมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะแบบจีนสำหรับศักราชใหม่ ซึ่งมีหลักการ 14 ข้อ ซึ่งเน้นย้ำถึงอุดมคติของพรรคคอมมิวนิสต์ในการเปิดศักราชของจีนที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และบทบาทนบนเวทีโลก
ที่ประกอบด้วยหลักการสำตัญคือ การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างลึกซึ้งและสมบูรณ์แบบ โดยยึดแนวความคิดใหม่ ๆ เพื่อการพัฒนา การให้คำมั่นว่าจะทำให้มนุษย์และธรรมชาติดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน นอกจากนี้ยังมีการเน้นย้ำอำนาจที่แท้จริงของพรรคคอมมิวนิสต์ที่อยู่เหนือกองทัพประชาชน และยืนยันเน้นย้ำความเป็นหนึ่งประเทศสองระบบ และการรวมชาติกับแผ่นดินแม่

4. นับตั้งแต่ขึ้นมามีอำนาจในปี 2012 ประธนาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ใช้หลายแนวทางในการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตำแหน่งของตัวเองในพรรคและในสังคมจีน นำไปสู่ข้อกล่าวหาที่กำลังสร้างลัทธิบูชาบุคคลคล้ายกับเหมา เจ๋อตง ถึงแม้ว่าได้มีการปฏิเสธก่อนหน้านี้ว่าไม่มีการแก่งแย่งอำนาจกันในพรรค
ขณะที่มีข้อน่าสังเกตว่าทฤษฎีทางการเมืองของเติ้ง เสี่ยวผืง ได้รับการบรรจุในธรรมนูญของพรรคหลังจากที่เขาถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว โดยก่อนหน้านี้สื่อต่างชาติวิจารณ์ว่าสี จิ้นผิง จะกลายเป็นผู้นำสูงสุดที่รวบรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จไว้

5. ขณะที่สังคมนิยมในแบบของจีนได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่ทำให้เกิดความจำเป็นของการบริหารประเทศภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์จีน จะต้องดำเนินการอะไรใหม่ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ ความแตกต่างทางด้านหลักการซึ่งอยู่จุดกลางระหว่างความต้องการทางด้านวัตถุและทางวัฒนธรรมของประชาชนที่มีกระบวนการผลิตที่ล้าหลัง
แต่จากนี้ไปจะเป็นแนวทางที่ได้ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานและทำให้การมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่เป็นพื้นฐานของประชาชนจีนกว่า 1.3 พันล้านคน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายแห่งความสำเร็จ ที่รอพิสูจน์ตามแนวทางสังคมนืยมของจีน บนเส้นทางสังคมนิยมยุคใหม่ที่มีความทันสมัยที่ต้องผ่านการทำงานอย่างหนักในช่วงเวลาจากนี้ไปอีก 15 ปีจนถึงปี 2035 เพื่อเดินหน้าสู่ยุคทองที่เป็น Golden Era เมื่อก้าวสู่ปี 2050