กรมชลประทาน ได้ใช้พื้นที่ว่างเหนือเขื่อนเจ้าพระยาชะลอน้ำไว้ โดยคงการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาด้วยอัตรา เดิม 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมทั้งตัดยอดปริมาณน้ำแบ่งรับน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่งผ่านระบบชลประทานอย่างเต็มศักยภาพ แต่ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังคงสูงขึ้น จนปัจจุบันอยู่ที่ระดับ +17.44 เมตร(รทก.)
ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดน้ำล้นคันกั้นน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขยายวงกว้างเกินกว่าจะควบคุมได้ จึงจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จากเดิม 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อีก 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะค่อยๆ ทยอยเพิ่มการระบาย ตั้งแต่วันนี้(23 ต.ค. 60 เวลา 13.00 น.) จนถึงอัตรา 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันพรุ่งนี้(24 ต.ค. 60) จากนั้น จะคงการระบายน้ำในอัตรานี้ต่อเนื่องไปอีก 1 สัปดาห์ หากไม่มีปริมาณฝนตกเพิ่มเติมจะเริ่มลดปริมาณการระบายลงตามลำดับ ลักษณะดังกล่าวที่เกิดขึ้น ประกอบกับอิทธิพลของน้ำทะเลหนุนสูง ในช่วงวันที่ 23 - 27 ต.ค. 60 จะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน ประมาณ 20 - 25 เซนติเมตร
กรมชลประทาน ได้รับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ ติดตั้งในแม่น้ำท่าจีนบริเวณจ.สมุทรสาคร จำนวนทั้งสิ้น 55 ลำ ขณะนี้ได้ดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องแล้ว 35 ลำ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องผลักดันน้ำของกรมชลประทานอีก 53 เครื่อง ติดตั้งในแม่น้ำท่าจีนบริเวณจ.นครปฐม ช่วยเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยาออกสู่ทะเลให้เร็วขึ้น ควบคู่ไปกับการใช้ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เร่งระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงที่น้ำลง ได้วันละประมาณ 29 ล้าน ลบ.ม.