นอกจากนี้โดยได้รับแรงหนุนจากข่าวที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติอนุมัติงบประมาณวงเงิน 4.1 ล้านล้านดอลลาร์สำหรับปีงบประมาณ 2018 ซึ่งจะนำไปสู่การที่สภาคองเกรสจะเริ่มต้นพิจารณาร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีในปีนี้
ขณะที่นักลงทุนยังจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนกันยายนที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์นี้ รวมทั้งท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่หันมาให้ความสำคัญกับสัญญาณที่บ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ
1.ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตข้อความล่าสุดตอบรับการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้น หลังดาวโจนส์พุ่งขึ้นสู่ระดับเข้าใกล้ดัชนี 23,000 ปิดนิวไฮเมื่อวันพฤหัวที่ 22,775 ท่ามกลางการลดลงของอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในรอบ 16 ปี
โดยทวิตเตอร์ระบุข้อความว่า ตลาดหุ้นพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อัตราการว่างงานต่ำสุดในรอบ 16 ปี ส่วนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและภาคการผลิตก็พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี
ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเผยจำนวนคนอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 12,000 รายในสัปดาห์ที่ผ่านมาสู่ระดับ 260,000 ราย ต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 265,000 ราย นอกจากนี้ ตัวเลขผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกยังคงอยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 135 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นช่วงที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1970
ส่วนคนอเมริกันที่มีการขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องสิ้นสุดวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมามีจำนวนเพิ่มขึ้น 2,000 ราย อยู่ที่ระดับ 1.94 ล้านราย โดยยังคงอยู่ต่ำกว่า 2 ล้านราย ที่นับเป็นสัปดาห์ที่ 25 ติดต่อกัน
2.สำหรับการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 22,775 พุ่งขึ้น 113.75 จุด หรือ 0.5% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,552 เพิ่มขึ้น 14.33 จุด หรือ 0.56% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,585 เพิ่มขึ้น 50.73 จุด หรือ 0.78% โดยได้รับแรงหนุนจากข่าวที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติอนุมัติงบประมาณวงเงิน 4.1 ล้านล้านดอลลาร์สำหรับปีงบประมาณ 2018 ซึ่งจะนำไปสู่การที่สภาคองเกรสจะเริ่มต้นพิจารณาร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีในปีนี้
ทั้งนี้ ดัชนีดาวโจนส์, S&P500 และ Nasdaq ยังคงเดินหน้าทำนิวไฮอย่างต่อเนื่อง โดยที่ล่าสุดนี้มีการปรับตัวขึ้นติดต่อกันถึง 4 วันทำการซื้อขาย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนกันยายนที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์นี้ รวมทั้งท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่หันมาให้ความสำคัญกับสัญญาณที่บ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ
3.เฟดยังคงเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย โดยที่จอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟด สาขาซานฟรานซิสโก ชี้ถึงความจำเป็นที่เฟดจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ และเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยระยะยาวก็ควรมีการปรับตัวขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่เฟดทำการปรับลดงบดุลในระยะยาว
ทั้งนี้ เฟดกำลังเตรียมการปรับลดงบดุลจำนวน 4.5 ล้านดอลลาร์ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นในเดือนตุลาคมในวงเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน และจะมีการปรับเพิ่มขึ้นทุกไตรมาสจนถึงเพดานเดือนละ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเฟดคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาราว 78 เดือนที่จะทำให้ฐานะงบดุลของเฟดสู่ภาวะปกติ หรือ Normalization
สำหรับแนวโน้มคาดการณ์จีดีพีสหรัฐนั้น ประธานเฟด สาขาซานฟรานซิสโก เชื่อว่า แนวโน้มระยะยาวในการขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจอยู่ในระดับต่ำที่ 1.5% หากยังไม่มีการกำหนดภาษี และนโยบายอื่นๆอย่างระมัดระวังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงจากภาวะที่ไม่สมดุล ในเรื่องภาวะที่เป็นฟองสบู่ และเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขี้น
แต่มีบางส่วนที่มองว่าจีดีพีมีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.5-2.2% ทั้งนี้ทั้งนั้น เฟดกำลังพยายามรักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้มีความยั่งยืนให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
ส่วนแพทริค ฮาร์เกอร์ ประธานเฟด สาขาฟิลาเดลเฟีย ยังคงคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และ 3 ครั้งในปี 2018 แต่เฟดก็จำเป็นต้องพิจารณาภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐด้วย โดยที่เศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวที่ระดับสูงกว่า 2% เล็กน้อย จนกว่าจะมีมาตรการปฏิรูปภาษีที่ชัดเจนของประธานาธิบดีทรัมป์
4.ขณะที่วงการแบงก์ในตลาดการเงินโลกเริ่มถกเถียงถึงบทบาทการขยายตัวของบรรยากาศการซื้อขาย Bitcoin ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นคล้ายกับแนวโน้มขอว Shadow Banking คือมีการใช้ธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ผ่านระบบของธนาคาร ซึ่งล่าสุดขนาดของมร์เก็ตแคปของ Bitcoin ได้พุ่งขึ้นเป็นมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากที่ราคา Bitcoin ได้พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงมากกว่า 300% นั้บตั้งแต่ต้นปี 2017 นี้ โดยมีการเทรดที่ราคาพีคช่วงตีนเดือนตุลาคมเฉียด 5,000 ดอลลาร์
หลังจากที่มาร์เก็บแคปของ Bitcoin ได้ทำจุดพีคที่ 1.3 แสนล้านดอลลาร์เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนปีนี้ ซึ่งระดับราคาขณะนั้นอยู่เหนือ 3,000 ดอลลาร์ ก่อนที่จะดิ่งลงหลุด 2,000 ดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม โดยมีราคาเทรดช่วงเช้าวันนี้ที่ 4.320 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตลาดเริ่มมีการตั้งข้อสังเกตถึงอนาคต Bitcoin ที่ยังคงเป็นเพียงการสร้างความมั่งคั่งให้กับส่วนบุคคล (Individuals) และรวมถึงกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมต่องสงสัยในการทำสิ่งที่ผิดกฎหมายที่ไปเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด และวิธีการหาเงินของบรรดาแฮกเกอร์ที่ทำการแฮกข้อมูลเพื่อเรียกค่าไถ่
5.นอกจากนี้ นักลงทุนกำลังจับตาการให้น้ำหนักต่อการพิจารณาของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่จะมีการศึกษาเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลการซื้อขาย Bitcoin เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมา ยังไม่มีธนาคารกลางของประเทศใดๆ ที่ให้การรับรองอย่างเป็นทางการ ถึงแม้จะมีหลายประเทศที่มีอยวโน้มเชิงบวกที่จะให้การสนับสนุนทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน สิงคโปร์ รัสเซีย สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงที่ผ่านมา
แต่ล่าสุดมีกลับมีรายงานข่าวว่า ทางการจีนและเกาหลีใต้ อาจจะมีการแบนไม่ให้มีการซื้อขาย Bitcoin อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้มีการศึกษาการซื้อขายสกุลเงินดิจิตัล หรือ Cryptocurrency ที่ผ่านระบบ Blockchain มารองรับ ซึ่งต้องมีการลงทะเบียนและยอมรับกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย