"ฟ้องปิดปาก" ยืมมือกฎหมายเล่นงานชาวบ้าน

การยืนหยัดเพื่อคัดค้านเหมืองแร่ทองคำของชาวบ้านอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย นับตั้งแต่ปี 2549 ที่กิจการผลิตแร่ทองคำเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ ภายใต้ประทานบัตรของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด
ข่าว
ผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมในชุมชนก็เกิดขึ้นกับพี่น้องชาววังสะพุง / พวกเขารวมตัวกันต่อสู้ทุกรูปแบบ นับถึงวันนี้ก็เป็นเวลาเนิ่นนานกว่า 10 ปีแล้วเส้นทางการต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดและสิทธิชุมชนในมุมมองของชาวบ้าน ถูกสกัดกั้นด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีรูปแบบต่างๆ ทั้งจากบริษัทเอกชนคู่กรณีเอง หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐ / ปรากฏการณ์ถูกมองว่าเป็นการ "ฟ้องปิดปาก" เพื่อขัดขวางการเคลื่อนไหว / การแสดงความคิดเห็น / และการรวมตัวกันของชาวบ้าน มากกว่าจะมุ่งดำเนินคดีในสาระสำคัญของการกระทำอย่างแท้จริง
ปรากฏการณ์ "ฟ้องปิดปาก" หรือที่เรียกว่า "สแลป" (SLAPP) เริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ กรณีของชาวบ้าน อ.วังสะพุง จ.เลย ที่ต่อสู้กับการทำเหมืองแร่ทองคำมานานกว่า 10 ปี แต่สิ่งที่พวกเขากลับได้รับ คือการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากหน่วยงานภาครัฐหลายสิบคดี)
อย่าง "พ่อไม้" เลขาธิการกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด บอกกับล่าความจริงว่า ตั้งแต่เข้ามาเป็นกระบอกเสียงให้กับพี่น้องชาววังสะพุงเพื่อเคลื่อนไหวคัดคัดการทำเหมืองแร่ทองคำ ตัวเขาและครอบครัวถูกบริษัทคู่กรณีฟ้องร้องรวมทั้งสิ้น 15 คดีแล้ว มีทั้งการถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากเขาคนเดียวถึง 280 ล้านบาท หรือการยื่นฟ้องคดีต่อศาลในพื้นที่ห่างไกล จนรู้สึกว่าเป็นการฟ้องกลั่นแกล้งมากกว่าต้องการดำเนินคดีจริงๆ
เช่นเดียวกับ สมัย ภักดิ์มี ประธานสภา อบต.เขาหลวง ที่คลุกคลีช่วยเหลือพี่น้องชาววังสะพุงมานานกว่า 13 ปี ก็ถูกฟ้องร้องไปทั้งสิ้น 7 คดี หรือแม้แต่หญิงวัย 56 ปีอย่าง "แม่รส" ก็เพิ่งถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ที่เพิ่งออกมาบังคับใช้ในยุค คสช.
ปรากฏการณ์ "ฟ้องปิดปาก" ได้รับการอธิบายจากอาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ติดตามและศึกษาประเด็นนี้มานานหลายปี โดยเขาชี้ว่า "สแลป" เป็นการฟ้องร้องเพื่อไม่ให้มีการเปิดโปงหรือเคลื่อนไหวต่อต้านฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่า ทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม ถือเป็นกลยุทธ์ที่ใช้กีดกันการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน โดยเฉพาะกรณีเหมืองแร่ทองคำในอำเภอวังสะพุง มีการฟ้องร้องคดีมากที่สุดในประเทศไทย
ทางต่อสู้มีทางเดียวคือทนายความและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต้องแยกแยะเจตนาให้ออก ทั้งการกระทำของฝ่ายที่ฟ้อง กับการต่อสู้ของชาวบ้านในฐานะผู้ถูกฟ้อง
ทนายจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าส่วนใหญ่ก็จะไปหลงอยู่กับว่าเขาฟ้องเรื่องบุกรุก ก็ไม่รู้ว่าบุกรุกจริงหรือเปล่า เขาฟ้องว่าหมิ่นประมาท ก็หมิ่นประมาทจริงไหม แต่ที่จริงแล้วคดีที่เกิดขึ้นเป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมเรื่องของการปกป้องบ้านเกิดของตัวเอง ซึ่งก็ทำไปนั้นเพียงต้องการแค่ปกป้องบ้านเกิดของตัวเองเพราะถ้าทนายเข้าใจตรงนี้แล้ว ก็จะสามารถเข้ามาช่วยเหลือคดีได้อย่างเต็มที่อันนี้เป็นการจัดการด้านทนาย
อีกอันหนึ่งที่สำคัญก็คือจะต้องเตรียมในเรื่องของเครือข่ายเพื่อที่ พูดคุยและแลกเปลี่ยนกันให้พร้อมตรงนี้สำคัญเพราะถ้าหากว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้นอย่างเช่นถ้าเป็นชาวบ้านที่อื่นอื่นๆก็ควรไปหาชาวบ้านที่มีประสบการณ์ฟ้องร้องเหมือนกันไหมคุยกันที่จริงผมคิดว่าการรวมตัวกัน ในเรื่องนี้ยังหลวมหลวมอยู่ และมีการพูดคุยกันในเรื่องคดีนี้อยู่บ้างเพราะฉะนั้นถ้าหากใครถูกฟ้องจำเป็นจะต้องหาเครือข่ายมาเพื่อที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยน และดูว่าจะจัดการกับปัญหาตรงนี้ได้อย่างไรบ้าง)
"การฟ้องปิดปาก" หรือ การใช้เทคนิคกฎหมายของฝ่ายที่เหนือกว่าเพื่อสกัดความเคลื่อนไหวของชาวบ้าน เอ็นจีโอ หรือนักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในประเทศไทยยุค "คืนความสุขให้คนในชาติ" ในขณะที่หลายประเทศเริ่มมีกฎหมายที่เรียกว่า "แอนตี้ สแลป" เพื่อป้องกันการฟ้องปิดปากประชาชน แต่ดูเหมือนผู้มีอำนาจในบ้านเราจะไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย