เนชั่นทีวี

ข่าว

แองเกลา แมร์เคิล ชนะเลือกตั้งสมัยที่ 4 ตามความคาดหมาย

25 ก.ย. 2560 | Ekkapon

แองเกลา แมร์เคิล ชนะเลือกตั้งสมัยที่ 4 ตามความคาดหมาย

แองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กของเยอรมัน นำ CDU แนวคิดขวากลาง ชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 4 ตามความคาดหมาย จากเสียงโหวต 32.9% แต่เป็นคะแนนโหวตที่ลดลงจากปี 2013 ซึ่งอยู่ที่ 41.5% ท่ามกลางการจับตาพรรค AfD ที่เป็นพรรคชาตินิยมขวาจัดและมีแนวคิดแบบลัทธินาซี ซึ่งได้เสียงโหวตถึง 13.1% นับเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปีที่จะเข้ามามีบทบาทในรัฐสภาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1949 จะเป็นอุปสสรคและเป็นความท้าทายต่ออนาคตการบริหารประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้าอย่างไร?

ขณะที่นักลงทุนเริ่มเทขายเงินยูโรร่วงลงที่  1.17 ดอลลาร์ จากที่ขึ้นไปแตะ 1.21 ดอลลาร์ หลังจากมีการมองว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความกังวลของชาวเยอรมันที่มีต่อแผนการอุ้มกลุ่มยูโรโซนที่ต้องประสบกับปัญหาวิกฤติหนี้สาธาณะในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา และการรับมือกับปัญหาผู้อพยพที่ทะลักเข้าสู่เยอรมันในช่วงปีที่ผ่านมากว่า 1 ล้านคน จะถูกต่อต้านมากขึ้นจากชาวเยอรมันแนวคิดชาตินิยมขวาจัดมากขึ้นในทิศทางเดียวกับที่เกิดขึ้นในอังกฤษและฝรั่งเศสมาแล้ว  ท่ามกลางสงครามวิวาทะอย่างดุเดือดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งใช้เวทีการประชุมสมัชชาใหญ่ UN กล่าวถึงเกาหลีเหนืออย่างเผ็ดร้อนว่า สหรัฐจะถล่มเกาหลีเหนือให้สิ้นซาก หากสหรัฐถูกคุกคาม พร้อมเรียกผู้นำเกาหลีเหนือว่า The Rocket Man ที่คอยชี้นิ้วกดปุ่มขีปนาวุธนิวเคลียร์เพื่อก่อสงครามและทำลายล้าง รวมทั้งล่าสุดมีการทวิตขู่ว่า ทั้งคู่คือประธานาธิบดีคิม จองอีน และรัฐมนตรีค่างประเทศเกาหลีเหนือ จะไม่ได้มีชีวิตยืนยาว 1. ชัยชนะของแองเกลา แมร์เคิล นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4 ในการเลือกตั้งของเยอรมันเมื่อวันที่ 24 กันยายนอาจไม่ชื่นมื่นนัก เพราะจะต้องเจอกับอุปสรรคและเป็นความท้าทายต่ออนาคตการบริหารประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า หลังจากที่พรรคชาตินิยมขวาจัดและมีแนวคิดในแบบของลัทธินาซีอย่าง Alternative for Germany (AfD) ที่ชูนโยบายต่อต้านนโยบายผู้อพยพ ซึ่งกวาดคะแนนได้ 13/1% ถูกจับตามองมากที่สุดในการที่จะเข้ามามีบทบาทในรัฐสภาเป็นครั้งแรกรอบ 70 ปีนับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1949  แองเกลา แมร์เคิล ในวัย 63 ปีเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กมาแล้ว 12 ปี และจะนั่งในเก้าอี้ต่ออีก 4 ปีนับเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก ท่ามกลางคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ลดลงสู่ 32.9% จากช่วงปี 2013 ที่ได้รับคะแนนเสียง 41.5% เรียกได้ว่า พรรค Christian Democratic Union (CDU) ภายใต้แองเกลา แมร์เคิล แม้จะชนะเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ถือว่าย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1949  ขณะที่พรรค Social Democrat (SPD) ได้เสียงโหวต 20.8% มาเป็นอันดับ 2 แต่ก็ถือว่าย่ำแย่หนักหน่วงพอกันนับตั้งแต่ปี 1945 ซึ่งมาร์ติน ชูลซ์ ที่เป็นหัวพน้าพรรคได้แสดงความผิดหวังกับผลการเลือกตั้ง และประกาศถอนตัวที่จะไม่ร่วมรัฐบาลของแองเกลา แมร์เคิลอีก ทั้งนี้ นักลงทุนเริ่มเทขายเงินยูโรร่วงลงที่ 1.19 ดอลลาร์ จากที่ขึ้นไปแตะ 1.21 ดอลลาร์ หลังจากมีการมองว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความกังวลของชาวเยอรมันที่มีต่อแผนการอุ้มกลุ่มยูโรโซน และการรับมือกับปัญหาผู้อพยพที่ทะลักเข้าประเทศในช่วงปีที่ผ่านมาถึง 1 ล้านคน จะถูกต่อต้านมากขึ้นจากชาวเยอรมันแนวคิดชาตินิยมขวาจัดมากขึ้น และจากการคัดค้านทางด้านนโยบายในรัฐสภาที่มาจากพรรค AfD มากขึ้นในทิศทางเดียวกับที่เกิดขึ้นในอังกฤษและฝรั่งเศสมาแล้ว และยังคงต้องจับตาการเลือกตั้งอิตาลีในต้นปี 2018 อีกด้วย  2. การเลือกตั้งของเยอรมันครั้งล่าสุดนี้ ถูกจับตามองจากทั่วโลกถึงความท้าทายการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 4 ปีข้างหน้า อย่างมีนัยสำคัญจากชาวเยอรมันที่สิทธิเลือกตั้งถึง 61.5 ล้านคน และมีผู้มาใช้สิทธิราว 80% เทียบกับช่วงที่ย้อนหลังกลับไป 4 สมัยที่ผ่านมา ที่มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งปี 2005 จำนวน 77.7% ปี 2009 จำนวน 70.8% และปี 2013 จำนวน 71.5% ที่จะส่งผลต่ออนาคตของเยอรมันในอีก 4 ปีข้างหน้าทั้งในเรื่อง การเจรจา Brexit ที่มีต่อทิศทางของสหภาพยุโรป ปัญหาโลกร้อน วิกฤติผู้อพยพ และท่าทีต่อปัญหาเกาหลีเหนือ สำหรับผลการเลือกตั้งเบื้องต้น พรรค CDU/CSU ของแองเกลา แมร์เคิล จะชนะด้วยคะแนนโหวต 32.9% พรรค SPD ได้ 20.8% จะกลายเป็นพรรคฝ่ายค้าน พรรค AfD ได้ 13.1% พรรค Free Democrats (FDP) ได้ 10.5% พรรค Greens ได้ 8.9% และพรคฝ่ายซ้ายได้ 8.9% โดยมีการตาดการณ์ว่า รัฐบาลใหม่จะเป็นรัฐบาลผสม 3 พรรคตามสีธงชาติของจาไมก้าที่มี 3 สีคือ แถบสีดำเป็นของพรรค CDU/CSU แถบสีเหลืองเป็นพรรค FDP และแถบสีเขียวเป็นพรรค Greens ที่แนวคิดแบ่งแยกเป็น 3 กระแส  3. ท่ามกลางสงครามวิวาทะอย่างดุเดือดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งใช้เวทีการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) กล่าวถึงเกาหลีเหนืออย่างเผ็ดร้อนว่า สหรัฐจะถล่มเกาหลีเหนือให้สิ้นซาก หากสหรัฐถูกคุกคาม พร้อมเรียกผู้นำเกาหลีเหนือว่า The Rocket Man ที่คอยชี้นิ้วกดปุ่มขีปนาวุธนิวเคลียร์เพื่อก่อสงครามและทำลายล้าง รวมทั้งล่าสุดมีการทวิตขู่ว่า ทั้งคู่คือประธานาธิบดีคิม จองอีน และรัฐมนตรีค่างประเทศเก่หลีเหนือ จะไม่ได้มีชีวิตยืนยาว  หลังจากที่เกาหลีเหนือได้ออกมาตอบโต้ด้วยการขู่ว่า เกาหลีเหนืออาจจะทำการทดสอบระเบิดไฮโดรเจนในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยที่คิม จอง ได้ออกแถลงการณ์ที่ระบุว่าคำพูดของผู้นำสหรัฐมีอาการทางจิต และสหรัฐขะเผชิญกับมาตรการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวจากเกาหลีเหนือในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ขณะรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือดล่าวที่ UN ว่า คำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์จะนำมาสู่สงครามบนแผ่นดินสหรัฐ  ขณะเดียวกับที่สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ใช้ความพยายามออกมาเปิดเผยล่าสุด เพื่อลดกระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ว่าสหรัฐต้องการหลีกเลี่ยงการทำสงครามนิวเคลียร์กับเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ต้องการให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ และสหรัฐจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้น โดยขอยืนยันว่าสหรัฐให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนชาวอเมริกันและประเทศพันธมิตรมากเป็นอันดับหนึ่ง   4. อย่างไรก็ตาม สหรัฐได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินขับไล่ท้าทายเกาหลีเหนือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B Lancer และเครื่องบินขับไล่คุ้มกัน F-15C Eagle ของกองทัพอากาศสหรัฐ ได้บินผ่านน่านฟ้าระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเกาหลีเหนือ โดยได้บินไปยังเขตปลอดทหารในจุดเหนือสุดเท่าที่เครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐเดินทางมาในศตวรรตนี้  ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ของเพนตากอนยังระบุว่า ภารกิจครั้งนี้สะท้อนถึงสารที่ส่งออกจากสหรัฐอย่างชัดเจนถึงการที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีหลากหลายทางเลือกมาตรการด้านการทหารมากมายในการขจัดภัยคุกคามต่อความมั่นคง  5. ส่วนทางด้านสำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้มีรายงานว่า ประชาชนชาวเกาหลีเหนือนับแสนคนได้ชุมนุมกันเพื่อต่อต้านสหรัฐในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอ้างการเปิดเผยของสำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ (KCNA) ที่ระบุว่า การรวมตัวมีขึ้นที่จตุรัสคิม อิล ซุง ในกรุงเปียงยางเมื่อวันเสาร์ เพื่อต่อต้านสหรัฐ หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวสุนทรพจน์ในที่สมัชชาใหญ่ UN ที่บ่งชี้ว่า หากสหรัฐถูกคุกคามจากเกาหลีเหนือ และบีบบังคับให้ต้องปกป้องตนเอง สหรัฐก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากที่จะต้องทำลายเกาหลีเหนือให้สิ้นซากนั้น  โดย KCNA ยังระบุว่า ชาวเกาหลีเหนือออกมาแสดงพลัง ไม่ใช่เพราะความโกรธแค้น แต่เพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินการกับคำพูดโง่เขลาที่จะทำลายเกาหลีเหนือให้สิ้นซาก

ข่าวล่าสุด