แม้จะยังตามจับตัวคุณยิ่งลักษณ์ ตามหมายจับไม่ได้ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เตรียมมาตการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกการจราจรในวัน 27 ก.ย. ที่ศาลฎีกาฯ ซึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ในช่วงก่อนวันที่ 27 ก.ย.นี้ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ในการดูแลรักษาความปลอดภัย ต้องประชุมท่าทีสถานการณ์อีกครั้ง
โดย ตำรวจมีหน้าที่ การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ให้กับประชาชนทั่วไปที่สัญจรในย่านนั้นและใกล้เคียง รวมถึงประชาชนที่จะเดินทางมาฟังคำพิพากษา เพื่ออำนวยความสะดวกให้การจราจรคล่องตัวยิ่งขึ้น และการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณศาลฎีกา ซึ่งเป็นพื้นที่ของ สน.ทุ่งสองห้อง
สำหรับการอ่านคำพิพากษาคดีคุณยิ่งลักษณ์ ศาลฎีกาฯ นัดคู่ความมาฟังคำพิพากษาตั้งแต่ 09.00 น. จะเริ่มต้นด้วย นายชีพ จุลมนต์ ว่าที่ประธานศาลฎีกาคนใหม่ ในฐานะตุลาการเจ้าของสำนวน จะนั่งหัวโต๊ะประชุมองค์คณะ พิจารณาคดียิ่งลักษณ์ทั้ง 9 คน ได้แถลงความเห็นในทางคดีส่วนตัว // เมื่อองค์คณะแถลงจนครบ ก็จะทราบมติองค์คณะที่ต้องใช้เสียงข้างมาก จากนั้นที่ประชุมจะนำมติเสียงข้างมาก เป็นแนวทางหลักในการเขียนคำพิพากษากลาง เพื่อนำไปอ่านในห้องพิจารณาคดี
ก่อนหน้านี้ มีการวิเคราะห์แนวผลคำพิพากษาที่จะออกมาตามหลักทั่วไปที่สามารถวิเคราะห์ได้ โดยไม่ล่วงละเมิดอำนาจศาล ว่าผลคำตัดสินก็น่าจะมีด้วยกัน 3 แนวทางคือ 1.ศาลฎีกา โดยองค์คณะมีมติเสียงข้างมากว่าคุณยิ่งลักษณ์ไม่มีความผิด หรือยกฟ้องโจทก์ 2.ศาลตัดสินว่ามีความผิด แต่ให้รอการลงโทษหรือรอลงอาญา และ 3.ศาลตัดสินว่า มีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษจำคุก โดยไม่รอการลงโทษ
ซึ่งตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 195 บัญญัติให้ทั้งโจทก์คืออัยการสูงสุด และจำเลยคือ คุณยิ่งลักษณ์ สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานใหม่ แต่มีข้อกำหนดเพิ่มเติมว่า หากจำเลยจะยื่นอุทธรณ์ ต้องมาปรากฏตัวต่อศาล ให้ศาลเห็นตัวจำเลย จะให้ทนายมายื่นแทนแล้วจำเลยหนีคดีไปต่างประเทศแบบที่ผ่านมาไม่ได้ ดังนั้นหากจำเลยหนีคดีก็จะหมดสิทธิ์ในการยื่นอุทธรณ์
คดีนี้มีผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีอัตราโทษจำคุก 1 ถึง 10 ปี ปรับ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 123/1 กรณีไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยปละละเลย มีอัตราโทษจำคุก 1 ถึง 10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ