เหยื่อ ‘น้ำมนต์’ อีกราย โผล่แจ้งความกองปราบฯ
11 ก.ย. 2560 | teerawat_cha

ทนายสงกานต์ นำพยานเเวดล้อมให้การตำรวจเพิ่ม 2 ราย หลังถูก น้ำมนต์ หลอกฝากเข้าทำงานลูกจ้างชั่วคราวเทศบาล
ข่าว
11 ก.ย. 2560 | teerawat_cha

ทนายสงกานต์ นำพยานเเวดล้อมให้การตำรวจเพิ่ม 2 ราย หลังถูก น้ำมนต์ หลอกฝากเข้าทำงานลูกจ้างชั่วคราวเทศบาล
นายปรเมศร์ กล่าวว่า ตนได้รู้จักกับ น.ส.จริยาภรณ์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 โดยคุยกันผ่านเฟซบุ๊กประมาณเดือนกว่า ในระหว่างพูดคุยดูใจกันทาง น.ส.จริยาภรณ์ ก็ได้มาหาตนที่ จ.ชลบุรี อีกทั้ง น.ส.จริยาภรณ์ ยังพาตนไปดูธุรกิจค้าขายผลไม้อีกด้วย จนกระทั่งคบหากันประมาณ 3 เดือน ก็ถูกชักชวนให้ลงทุนทำธุรกิจค้าผลไม้แก้วมังกร โดยมีการเดินทางไปดูสวนผลไม้ที่ จ.น่าน จากนั้น น.ส.จริยาภรณ์ ก็พูดถึงเรื่องแต่งงาน โดยเรียกสินสอดเป็นเงิน 4 แสนบาท และทองคำน้ำหนัก 3 บาท นอกจากนี้ น.ส.จริยาภรณ์ ยังได้พาตนไปหาพ่อแม่ที่บ้านพักย่านคลองสาม ถนนรังสิต-นครนายก จ.ปทุมธานี เกี่ยวกับการจัดงานแต่งงานกัน
นายปรเมศร์ กล่าวต่อว่า ในระหว่างที่ตนได้เตรียมหาเงินเพื่อมาเป็นสินสอด ซึ่งหามาได้แล้วเป็นจำนวน 2.5 แสนบาท ก็ทยอยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารไปให้ ส่วนกำหนดการแต่งงานนั้นมีขึ้นในเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา แต่ที่สุดก็ไม่ได้แต่งงานกัน เนื่องจาก น.ส.จริยาภรณ์ ได้คบหาอยู่กับชายอื่น และตัดสินใจแต่งงานกับชายอื่นด้วย โดยอ้างว่าเป็นเพราะตนหาสินสอดมาให้ไม่ครบ หลังจากนั้นก็ติดต่อ น.ส.จริยาภรณ์ ไม่ได้อีกเลย อย่างไรก็ดี ตนได้ทวงถามเรื่องเงินสินสอดและทองที่ได้มีการให้ไปก่อนหน้านี้ เพื่อที่จะขอคืนแต่ก็กลับถูกบ่ายเบี่ยง จึงได้แต่ทำใจและไม่กล้าไปแจ้งความเนื่องจากเกรงจะอับอาย
นายสงกานต์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบข้อมูลว่า น.ส.สร้อยเพ็ชร มีการแจ้งความบัตรหาย และมีการเปลี่ยนบัตรประชาชนทุกปี ไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง และยังมีการใช้ชื่อ น.ส.สร้อยเพ็ชร เปิดบัญชีธนาคาร ทั้งหมด 3 บัญชี ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาบิ๊กซีเพชรบูรณ์ , ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ จ.ระยอง และ ที่ จ.สระแก้ว โดยทางเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ต้องรอผลการตรวจสอบของ ปปง. ซึ่งไม่น่าจะเกินวันที่ 13 กันยายน นี้ ก็จะทราบเส้นทางการเงิน และหลังจากได้ข้อมูลต่างๆ แล้ว ก็จะทำให้ทราบว่าน่าจะมีผู้ใดเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอีกบ้าง
นอกจากนี้ทางนายสงกานต์ได้พา น.ส.อาภาภรณ์ โคตรบุดดา อายุ 28 ปี และ น.ส.สุกัญญา ปะระไทย อายุ 30 ปี ทั้งสองเป็นชาว จ.เลย ซึ่งถูก น.ส.จริยาภรณ์ ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ในเทศบาลแห่งหนึ่ง หลอกลวงว่าสามารถช่วยเหลือให้เข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่เทศบาลได้ โดยเสียเงินให้รายละ 1.3 แสนบาท แต่ก็ไม่ได้เข้าทำงานแต่อย่างใด เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นพยานแวดล้อมเกี่ยวกับพฤติกรรมของ น.ส.จริยาภรณ์ อีกด้วย เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่เห็นถึงความเชื่อมโยงว่าเหตุใด น.ส.จริยาภรณ์ จึงมาใช้บัตรประชาชนของ น.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ และใช้เปิดบัญชีธนาคาร
รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบบัตรประชาชนของ น.ส.สร้อยเพ็ชร พบว่า มีการแจ้งหายเพื่อขอทำบัตรใหม่ ทั้งหมด 6 - 7 ครั้ง โดยครั้งแรกได้แจ้งหายไว้ที่ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ส่วนที่เหลือมีการแจ้งหายไว้ในพื้นที่ อ.เมือง จ.เลย ซึ่งในกรณีนี้ถือเป็นข้อพิรุธที่ชุดสืบสวน บก.ป. สืบทราบ โดยหลังจากนี้จะมีการประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเชิญตัว น.ส.สร้อยเพ็ชร มาสอบปากคำเพิ่มเติม ส่วนพ่อแม่ของ น.ส.จริยาภรณ์ นั้น ทางชุดสืบสวนอยู่ระหว่างติดตามตัวเพื่อสอบปากคำว่ามีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของ น.ส.จริยาภรณ์ หรือไม่อย่างไร