"เนื้อหาของร่างกฎหมายฉบับนี้เรียกได้ว่าเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เพราะเป็นการออกกฎหมายเพื่อให้การโอนที่ดินวัดที่ทำไปโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2533 เป็นเรื่องถูกต้อง และยังกำหนดให้การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างๆ เกี่ยวกับที่ดินนี้ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย" นายวิรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้กรณีปัญหาที่ดินอัลไพน์ สืบเนื่องจาก นางเนื่อม ชํานาญชาติศักดา ไดทําพินัยกรรม ยกที่ดิน 2 แปลงที่อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี รวมเนื้อที่ 924 ไร่ ใหแก่วัดธรรมิการามวรวิหาร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนางเนื่อมได้เสียชีวิตในปี 2514 ที่ดินจึงตกเป็นของวัดตามพินัยกรรม
แต่ต่อมามีปัญหาเพราะในปี 2533 นายเสนาะ เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีคําสั่งไม่อนุญาตใหวัดธรรมิการามวรวิหารได้มาซึ่งที่ดินมรดกดังกล่าว และให้เจ้าอาวาสโอนมอบใหแก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเนื่อมช่วยจัดทําผลประโยชนเพื่อใช้ในกิจการของวัด ทั้งที่ความจริงไม่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการออกเป็นพระราชบัญญัติ และต่อมาได้มีการโอนขายให้กับบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จํากัด และบริษัท อัลไพน์ กอลฟ แอนด์สปอร์ตคลับ จํากัด
ล่าสุดทางกรมที่ดินและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ยกร่างกฎหมายโอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์วัดธรรมิการามวรวิหาร ให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีเนื้อหาทั้งหมด 5 มาตรา โดยใจความสำคัญอยู่ที่มาตรา 3 และมาตรา 4 คือ ให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอัลไพน์ตามกฎหมายฉบับนี้มีผลตั้งแต่ปี 2533 และให้การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างๆเกี่ยวกับที่ดินนี้ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถูกวิพากษณ์วิจารณ์ว่าเท่ากับเป็นการนิรโทษกรรมกระบวนการดำเนินการโอนและจำหน่ายที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้เป็นเรื่องถูกต้องทั้งหมด
นายวิรัตน์ กล่าวว่า หากต้องการจะออกกฎหมายเพื่อเยียวยาชาวบ้านที่มาซื้อที่ดินและได้รับผลกระทบ ก็ต้องแยกแยะให้ชัดเจน ต้องแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้ที่ได้ที่ดินมาโดยทุจริตหรือมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และกลุ่มที่ได้ที่ดินมาโดยสุจริต คือชาวบ้านที่มาซื้อที่ดินต่อจากบริษัทฯในภายหลัง
"คนที่ได้ที่ดินมาโดยทุจริตก็ต้องถูกฟ้องร้องขับไล่ยึดที่คืน ส่วนคนที่ได้มาโดยสุจริตรัฐก็ต้องเข้าไปดูแล" มือกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว