เนชั่นทีวี

ข่าว

สาย มจร. "มานัส ทารัตน์ใจ" พระผู้ใหญ่..โอเคนะ!

06 ก.ย. 2560 | te

สาย มจร.  "มานัส ทารัตน์ใจ"  พระผู้ใหญ่..โอเคนะ!

ผอ.พศ.คนใหม่คนนี้ แม้จะมาจากฝั่งข้าราชการ แต่หากย้อนไปไกลว่านั้น เขามาทางสายพระเลยทีเดียว!แถมยังเป็นพระจากมจร.ซะด้วย ถูกใจกันล่ะคราวนี้!!

 เก่าไปใหม่มา วันนี้ ครม.จัดให้ คนไทยได้ "มานัส ทารัตน์ใจ" ที่ย้ายเก้าอี้จาก "อธิบดีกรมการศาสนา" มาขึ้นแท่น "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" (ผอ.พศ.) คนใหม่เรียบร้อยแล้ว

               

หลังจากเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์ธร พราหมณ์เสน่ห์ ต้องกลายเป็นอดีต ผอ.พศ. แล้วไปนั่งที่ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีแทน

               

ก็ถือว่าได้พักผ่อนให้สมกับที่รอคอยมานาน กับงานตำแหน่งที่บอกว่าหนักหนาที่สุดในชีวิตราชการแล้ว !

ส่วนว่า ผอ.พศ.คนใหม่ รายนี้เพิ่งรับตำแหน่ง อธิบดีกรมการศาสนา มาไม่กี่เพลา

               

คือ จากมติครม. เมื่อ 11 ตุลาคม 2559 จนได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อ 30 ธันวาคม 2559 กระทั่งนายกรัฐมนตรีลงนามประกาศในราจกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2560

               

ก็แปลว่า เพิ่งได้นั่งทำงานเป็นผู้บังคับบัญชาในระดับหัวหน้าส่วนราชการที่มีอำนาจสูงสุด อยู่ที่กรมการศาสนามาแค่ตอนต้นปีเท่านั้น

               

แต่วันนี้ต้องย้ายมานั่ง ผอ.พศ. ซึ่งเก้าอี้ยัง ร้อนๆ อุ่นๆ จากคนเก่าที่เพิ่งลุกจากไปได้ไม่นาน

               

ว่าแล้วมาส่องดูโพรไฟล์ของคนดีคนนี้ ที่เชื่อว่า ครม.มองไม่ผิด! สำหรับการรับไม้ต่อในครั้งนี้ !

              

โดยในรายการอาสาตามหาคนดี ออกอากาศทางยูทูบ เคยสัมภาษณ์เขาไว้เมื่อตอนรับตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนาช่วงต้นปี โดย มานัส ทารัตน์ใจ ได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเองไว้อย่างน่าสนใจ

               

เพราะก่อนที่เขาจะได้ชื่อว่าเป็น ผอ.พศ.คนใหม่ที่มาจากฝั่งข้าราชการ แต่หากย้อนไปไกลว่านั้น บุคคลคนนี้มาทางสายพระเลยทีเดียว !

              

แถมยังเป็นพระจาก "มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" หรือ มจร. เสียด้วย งานนี้น่าจะถูกอกถูกใจใครหลายคน !

               

สำหรับประวัติส่วนตัวนั้น พื้นเพเดิมของ ผอ.พศ.คนใหม่ เป็นคนบ้านหนองครก ต.จันจว้าใต้ อ.แม่จัน จ.เชียงราย และที่น่าสนใจคือ เจ้าตัวบวชเรียนตั้งแต่ยังเยาว์วัย

               

"ชีวิตผมเป็นชีวิตที่น่าจะแปลกว่าท่านอื่นๆ โดยได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่จริงๆ ในอ้อมกอดนั้นน้อย เพียงแค่ 10 ขวบเท่านั้น หลังจากนั้นไปเป็นลูกศิษย์วัดในหมู่บ้าน คือวัดหนองครก

               

ราวปี 2512 ขณะมีอายุ 11 ขวบ ก็ได้บวชเป็นสามเณร เรียนจบนักธรรมชั้นตรี อยู่ที่วัด 1 ปี ก็เกิดเหตุที่หลวงพ่อที่อาศัยอยู่ด้วย ได้ย้ายไปอยู่วัดอื่นหลายรูป ทำให้วัดมีอันต้องปิดลง

               

แต่บังเอิญ ตนเองขณะนั้นคำนึงขึ้นมาได้ถึงตอนที่ได้ไปสอบนักธรรมชั้นตรี ซึ่งเวลานั้น ได้เห็นพระที่เป็นผู้มาเปิดสอบ และเป็นกรรมการสอบ ซึ่งเจ้าตัวเรียกว่า "พระมหาที่มาจากกรุงเทพฯ"

               

ก็รู้สึกว่ามีความสง่างาม และอยากเป็นบ้าง จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจ ไปปรึกษากับโยมพ่อ ย้ายไปเรียนภาษาบาลี ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า ที่ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ซึ่งมีชื่อเสียงในทางด้านนี้เป็นอันมากทางภาคเหนือ

               

ที่สุดก็จำอยู่ที่นี่ถึง 5 ปี จนได้เปรียญธรรม 4 ประโยค หลังจากนั้นไปขออยู่กับ "สมเด็จพระพุทธชินวงศ์"  ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ ในปี 2518 อยู่ไปจนอายุก็ถึงครบบวชเป็นพระ จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2522

               

หลังจากที่เรียนจนสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค ก็ตัดสินใจว่าต้องการเรียนในเรื่องของการศึกษาทางโลกควบคู่ไปด้วย จึงไปเรียนที่ โรงเรียนบาลีอบรมศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดสระเกศ

               

เรียนอยู่ 2 ปี ก็ต่อที่โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา อีก 2 ปี จากนั้นไปต่อระดับปริญญาตรี ที่คณะมานุษยสงเคราะห์ศาสตร์ มจร.

               

กระทั่งเดินทางไปต่อยอดที่ต่างประเทศ คือที่ มหาวิทยาลัย "ปูเณ่" หรือในชื่อเก่ารู้จักกันดีว่า "ปูณ่า" ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองปูเณ่ รัฐมหาราษฏระ โดยมีระยะทางห่างจากเมือง "มุมไบ" หรือ "บอมเบย์" เพียง 170 กิโลเมตร

               

ที่นั่นเขาเรียนคณะสังคมศาสตร์ สาขาสังคมวิทยา ซึ่งถือว่าเป็นคณะยอดฮิตของที่นี่ โดยลงเรียนหลักสูตร 2 ปี แต่อยู่ 3 ปี เพื่อเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน

               

พอกลับมาประเทศไทย ก็ได้ช่วยงานของทาง มจร. ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลได้รับรองคุณวุฒิการศึกษาแล้ว โดยปฏิบัติหน้าที่เลขานุการคณะสังคมศาสตร์อยู่ราวปีครึ่ง

               

กระทั่งปี 2534 เกิดความคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่จะลาสิกขา เพราะคิดว่า แม้จะสึกไปแล้ว ก็ยังอาจจะมีช่องทางที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา และดูแลในเรื่องของกิจการของคณะสงฆ์ทางอื่นได้ด้วย

               

ที่สุด สึกออกมาก็ไปเป็นอาจารย์สอนที่ มจร. คณะสังคมศาสตร์ อยู่จนกระทั่งครบเทอม ก็มีโอกาสได้ไปสอบที่สภาสังคมสงเคราะห์ โดยสอบสัมภาษณ์ผ่านเข้าไปได้

              

 เวลานั้น เจ้าตัวจะทำงานที่สภาสังคมสงเคราะห์ช่วงเช้า และลาไปสอนหนังสือช่วงบ่าย กระทั่งผ่านไป 6 เดือน ก็ไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการที่ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ในกระทรวงศึกษาธิการ เวลานั้น ซึ่งปัจจุบันนี้เป็น "กรมส่งเสริมวัฒนธรรม" กระทรวงวัฒนธรรม

               

เป็นอันว่า ชีวิตก็เข้าสู่ระบบราชการ โดยเริ่มจากเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน อยู่เป็นข้าราชการยาวนานมาตั้งแต่ปี 2534-2539 จนกระทั่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น "กรมส่งเสริมวัฒนธรรม" ก็ได้ขยับตำแหน่งขึ้นไปเรื่อยๆ

              

จนขึ้นบริหารในตำแหน่ง "รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม" แต่ทำได้เพียง 1 ปี ก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม อันเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะขึ้นนั่ง "อธิบดีกรมการศาสนา" เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

               

แต่เส้นทางชีวิตมักท้าทายคนดี คนเก่งอยู่ตลอด จนมาถึงวันนี้ ที่เขาได้มานั่งเก้าอี้ ผอ.พศ.คนใหม่ แน่นอนด้านหนึ่ง เมื่อดูจากโพรไฟล์ข้างต้นแล้ว เชื่อได้ว่า ครม.คัดสรรมาอย่างดี ไม่ได้สุ่มจับสลากมาจากไหน

               

อย่างที่รู้กันว่า ที่ตรงนี้เป็นงานหนักสุดในชีวิตของคนคนหนึ่ง จึงน่าติดตามว่า ภารกิจที่ ผอ.พศ.คนใหม่ต้อง "ทำ" หรือ "ไม่ทำ" อะไรเป็นการพิเศษบ้าง ช่างน่าติดตามจริงๆ

**หมายเหตุ ขอบคุณข้อมูลสัมภาษณ์โดย ดร.ประสิทธิ์ บุตรศรี จาก รายการอาสาตามหาคนดี  Righteous Person's Stage โดยสำนักงานพระสอนศีลธรรม ม.มหาจุฬาฯ

ข่าวล่าสุด