"ศรีสะเกษ"เดินหน้าเกษตรอินทรีย์สู่"ครัวโลก"
02 ก.ย. 2560 | Ekkapon

"ศรีสะเกษ"เดินหน้าก้าวสู่เมืองเกษตรอินทรีย์ สนองรัฐผลิตข้าวหอมสู่"ครัวโลก" ภายใต้โครงการยกระดับเศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง
ข่าว
02 ก.ย. 2560 | Ekkapon

"ศรีสะเกษ"เดินหน้าก้าวสู่เมืองเกษตรอินทรีย์ สนองรัฐผลิตข้าวหอมสู่"ครัวโลก" ภายใต้โครงการยกระดับเศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง
"ท่องโลกเกษตร"อาทิตย์นี้มุ่งหน้าสู่จ.ศรีสะเกษเพื่อเก็บตกงานสัมมนาการพัฒนาเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ภายใต้โครงการยกระดับเศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง ณห้องประชุม มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ หวังยกระดับจ.ศรีสะเกษเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ในทุกมิติเพื่อเดินหน้าก้าวไปสู่แหล่งผลิตอาหารป้อนครัวโลก โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์"ชุติมา บุณยประภัศร"อธิบดีกรมวิชาการเกษตรดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ร่วมเปิดงานสัมมนาโดยมี เมธี สุพรรณฝ่าย รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และหัวหน้าส่วนราชการร่วมต้อนรับ
ชุติมา กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดงานตอนหนึ่งว่าภาคการเกษตร มีความสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เป็นสาขาการผลิตที่สร้างอาชีพให้แก่ประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ และมีบทบาทสำคัญยิ่งเกี่ยวกับความมั่งคงในด้านอาหาร พลังงานทดแทน เป็นวัตถุดิบภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารในลำดับต้นๆของโลกตลอดมา โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกถดถอย ประเทศคู่ค้ามีกำลังซื้อลดลง การส่งออกมีการแข่งขันมากขึ้นและมีเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นหลายครั้ง ซึ่งมีผลกระทบต่อการผลิตและการส่งออกสินค้ากษตรของไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร ทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้ประกอบการ และเกษตรกร จะต้องมีการปรับตัว ปรับกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
"จากการลงพื้นที่จ.ศรีสะเกษครั้งนี้ ได้เห็นความตั้งใจจริงของเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนมาทำนาอินทรีย์ โดยเกษตรกรให้ข้อมูลว่า เดิมข้าวหอมมะลิหอมมาก แต่หลังจากทำนาโดยพึ่งสารเคมี ทำให้ความหอมลดลง คนในหมู่บ้านก็สุขภาพไม่ดี จึงชักชวนสมาชิกให้ปรับเปลี่ยนมาทำข้าวอินทรีย์ นอกจากนี้กบ เขียด ปู ปลา ที่เคยหายไปจากท้องนาก็เริ่มกลับคืนมามากขึ้น สุขภาพของสมาชิกก็ดีขึ้น ข้าวมีความหอมเพิ่มขึ้นและสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ราคาสูงมากขึ้น มีตลาดรองรับชัดเจน"
ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเสริมว่าเกษตรอินทรีย์ เป็นแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยทางด้านอาหาร รวมถึงการธำรงรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564 โดยให้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลือนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาคและระดับจังหวัดขึ้น
"ภายในปี 2564 จะเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 6แสนไร่ และเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำการเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 3หมื่นราย เนื่องจากศรีสะเกษเป็น 1 ใน 3 จังหวัดที่รัฐบาลได้กำหนดเป็นพื้นที่นำร่องในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แบบบูรณาการ และการจัดสัมมนาในครั้งนี้เพื่อนำมาใช้ประกอบการวางแผนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดให้เหมาะสมต่อไป"
ด้านเมธี สุพรรณฝ่ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ยอมรับว่าตามที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ จังหวัดจึงได้ดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่องตามนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดนายธวัช สุระบาล โดยปัจจุบันมีพื้นที่การเกษตรทั้งหมด 3,298,116 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 25,708 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่จะปลูกพืชเศรษฐกิจที่สําคัญ ได้แก่ ข้าว ยางพารา ทุเรียน หอมแดง กระเทียม และผลไม้ ทุเรียน เงาะ มังคุดและลองกอง
เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการนาอินทรีย์ หรือผู้ประกอบการที่สนใจรับซื้อผลผลิตคุณภาพจากกลุ่มเกษตรกร สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด หน่วยงานของกรมการข้าวในพื้นที่ หรือโทรสายด่วนหมอข้าว 1170 กด 4