ศาลสั่งแกนนำ คปพ. จ่ายอีก 9 ล้านบาทชดใช้ชุมนุมปิด ปตท.
01 ก.ย. 2560 | nation_ent

ศาลแพ่ง พิพากษาสั่ง 3 แกนนำ คปพ. ชดใช้กว่า 9 ล้านบุกรุกปิดอาคาร ชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯปี 57 อีกสำนวน หลังต้นปี เคยตัดสินชดใช้สำนวนแรกไปแล้ว 95 ล้านบาท
ข่าว
01 ก.ย. 2560 | nation_ent

ศาลแพ่ง พิพากษาสั่ง 3 แกนนำ คปพ. ชดใช้กว่า 9 ล้านบุกรุกปิดอาคาร ชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯปี 57 อีกสำนวน หลังต้นปี เคยตัดสินชดใช้สำนวนแรกไปแล้ว 95 ล้านบาท
จำเลยทั้งสี่ ให้การว่าจำเลยทั้งสี่เข้าไปร่วมชุมนุมโดยชอบ ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญฯ
ศาลแพ่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า นายอิทธิบูรณ์ จำเลยที่ 1 และนายสมเกียรติ จำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ชุมนุมโดยขึ้นเวทีปราศรัยและเป็นตัวแทนเข้าร่วมในการเจรจา ทั้งยังมีพฤติการณ์ร่วมกับ นายทศพล จำเลยที่ 2 และนายระวี ที่ 3 เป็นแกนนำเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มกองทัพประชาชน บุกรุกเข้าไปในบริเวณพื้นที่อาคารเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของกระทรวงพลังงานโดยเมื่อมีพื้นที่ต่อเนื่องกับพื้นที่อาคารสำนักงานใหญ่ของ บริษัท ปตท.โจทก์ โดยไม่มีรั้วกั้น แล้วต่อมาได้เคลื่อนย้ายเข้าไปในพื้นที่ของอาคารสำนักงานใหญ่ของโจทก์ มีการใช้อุปกรณ์ตัดเชื่อม ตัดโซ่เหล็กที่คล้องประตูและตัดแผ่นเหล็กที่โจทก์ได้เชื่อมประตูเหล็กทั้งสองบ้านขาด ออกจากกัน ใช้บันไดพาดและปีนเข้ามาในพื้นที่สำนักงานใหญ่ และยังนำกระสอบทรายและยางรถยนตร์มา สร้างเป็นแนวป้องกันโดยรอบบริเวณพื้นที่ชุมนุมและบนพื้นผิวจราจรถนนวิภาวดี-รังสิตด้านหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ตลอดแนวมีการจัดตั้งเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ติดตั้งเครื่องขยายเสียง , เครื่องปั่นไฟ , ติดตั้งเต็นท์ขนาดใหญ่และขนาดเล็กรวมทั้งจัดแสดงดนตรีและกิจกรรมต่างๆ โดยเครื่องขยายเสียงส่งเสียงดังรบกวนอย่างต่อเนื่อง
โดยการกระทำของจำเลยทั้งสี่และผู้ชุมนุมเป็นผลให้พนักงานของโจทก์และประชาชนไม่สามารถหรือไม่สะดวกในการเข้าใช้อาคาร และพื้นที่ทั้งหมดของโจทก์เพื่อประกอบการงานตามปกติของโจทก์ได้ จึงเป็นการใช้สิทธิที่มีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นการรบกวนการครอบครองอาคารสำนักงานของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย
การชุมนุมของจำเลยทั้งสี่และผู้ชุมนุม จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญฯ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 421 ที่บัญญัติว่า "การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลนั้นท่านว่าย่อมเป็นการอันมิชอบด้วยกฏหมาย" ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสี่ จึงเป็นการร่วมกัน กระทำละเมิดต่อโจทก์
ศาลแพ่ง จึงพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็น แกนนำ กคป. ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 9,714,480 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีแพ่งนี้ เป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งตามกฎหมาย คู่ความยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันนับจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา
อย่างไรก็ดีคดีนี้ นับเป็นสำนวนที่ 2 แล้วที่ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ แกนนำ กคป.ชดใช้ค่าเสียหายจากการชุมนุมปิดล้อมและเข้าไปในอาคารกระทรววพลังงาน โดยเมื่อวันที่ 31 ม.ค.60 ที่ผ่านมา ศาลแพ่ง มีคำพิพากษา ในคดีที่ บริษัท เอนเนอร์ยีคอมเพล็กซ์ จำกัด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา , นายทศพล แก้วทิมา และนพ.ระวี มาศฉมาดล แกนนำ กคป. , นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และนายธวัชชัย พรหมจันทร์ แกนนำ กคป. เป็นจำเลยที่ 1-5 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย 118,930,051.44 บาท
ซึ่งศาลแพ่ง ก็วินิจฉัยไว้เช่นกันว่า การกระทำของแกนนำ กคป. จำเลย เป็นการใช้สิทธิอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ พนักงานของโจทก์ และประชาชนผู้มาติดต่อ รวมทั้งผู้เช่าพื้นที่ในอาคารของโจทก์ ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนที่โจทก์ต้องขาดรายได้ที่เป็นค่าเช่า , ค่าบริการพื้นที่ , ค่าตลาดนัด , รายได้จากค่าบริการที่จอดรถ , ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเช่าที่อื่นเป็นสำนักงานชั่วคราว และค่าเสียหายอื่นๆ อันเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการทำละเมิดของจำเลยทั้งห้า จึงให้ร่วมกันชดใช้เป็นเงินทั้งสิ้น 95,923,547.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องที่ 12 มี.ค.57 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ
ขณะที่ปัจจุบัน จำเลยทั้งห้าและผู้ชุมนุม ได้รื้อถอนสิ่งต่างๆ ออกจากพื้นที่การครอบครองของโจทก์แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสั่งห้ามจำเลยทั้งห้าและผู้ร่วมชุมนุมเข้าไปเกี่ยวข้องกับพื้นที่ของโจทก์อีก และสำหรับค่าเสียหายรายวันนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าและกลุ่มผู้ชุมนุมมีการบุกรุกเข้ายึดถือการครอบครองพื้นที่ของโจทก์นับแต่วันฟ้องที่ 12 มี.ค.57 อีก ศาลจึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้
ส่วนคดีอาญาในการดำเนินคดีกับแกนนำและผู้ชุมนุม กคป.จากเหตุเดียวกันนี้ในช่วงเดียวกับที่มีการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ หรือยุทธการ " Shutdown กรุงเทพฯ " ของกลุ่ม กปปส. ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณนั้น ก็ยังอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลอาญา