เนชั่นทีวี

ข่าว

ดอลลาร์ลดลงต่ำสุดรอบ 2 ปีครึ่ง

01 ก.ย. 2560 | te

ดอลลาร์ลดลงต่ำสุดรอบ 2 ปีครึ่ง

ความกังวลของตลาดในเรื่องปัญหาเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐยังคงส่งผลให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ลดลงต่ำสุดรอบ 2 ปีครึ่งในเดือนสิงหาคม แต่จากการจับกระแสการลงทุนทั้งในทอง บอนด์ และดัชนีหุ้น S&P ก็นับว่ามีการผ่อนคลายดีที่สุดเดือนหนึ่งหลังจาก Brexit โดยส่งผลต่อราคาทองมีการปรับตัวสูงขึ้นแตะ 1,322 ดอลลาร์ต่อออนซ์ที่ถือเป็นผลตอบแทนการลงทุนที่ดีที่สุดในเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางมุมมองด้านดีต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีโมเมนตัมจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐ ยุโรป และจีนขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ตลาดยังคงจับตาแนวโน้มปัจจัยเสี่ยงทั้งจากความไม่ชัดเจนในเรื่องการยกเพดานหนี้และโอกาสที่จะเกิด Governement Shutdown ของรัฐบาลสหรัฐ รวมถึงความตึงเครียดของสงครามนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีที่ทวีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะเข้าสู่เดือนกันยายนซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของไตรมาส 3 ในปีนี้

ขณะที่การลงทุนในตลาดบอนด์มีการฟื้นตัวของราคาดีขึ้นจากการกลับเข้าซื้อมากขึ้นส่งผลให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงล่าสุดอยู่ที่ 2.11% สูงขึ้นจากวันที่ 29 สิงหาคมที่อยู่ในระดับ 2.08% หลัจากที่ตลาดเกิดตื่นกลัวว่าตลาดบอนด์สหรัฐจะเกิดฟองสบู่แตกมีการถล่มขายมาตลอดปี จนอัตราผลตอบแทนบอนด์ 10 ปีรัฐบาลสหรัฐพุ่งทะลุ 2.7% ในวันส่งท้ายปี 2016 อย่างไรก็ตามตลาดบอนด์ในระยะสั้นยังคงผันผวนจากทิศทางเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าโดยที่ Dollar Index หลุดลงไปที่ 92.08 เมื่อวันอังคาร และดีดกลับมาที่ระดับ 93 ในวันต่อมาก็ตาม

ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ในภาวะค่อนข้างนิ่ง แม้ว่าจะมีแรงซื้อในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม เพราะนักลงทุนยังไม่เชื่อมั่นในนโยบายการเงินของเฟดที่จะลดภาระ QE ในงบดุลซึ่งหมายถึงการดึงเม็ดเงินออกจากตลาดการเงินสหรัฐซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของกระแสเงินทุนในตลาดการเงินโลกในระยะต่อไป และจับตาคำแถลงหลังการประชุมเฟดในเดือนกันยายนนี้ ในขณะที่ Bitcoin เกาะกระแสความคลุมเครือต่างๆ กลับอิงตามราคาทองมีการเหวี่ยงตัวพุ่งขึ้นทำนิวไฮต่อเนื่องที่ 4,756 ดอลลาร์เป็นการพุ่งขึ้นมากกว่า 65% ในเดือนนี้

1.ภาพที่การลงทุนในสหรัฐซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้จะมีความกังวลของตลาดในเรื่องปัญหาเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐยังคงส่งผลให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ลดลงต่ำสุดรอบ 2 ปีครึ่งในเดือนสิงหาคม แต่จากการจับกระแสการลงทุนทั้งในทอง บอนด์ และดัชนีหุ้น S&P ก็นับว่ามีการผ่อนคลายดีที่สุดเดือนหนึ่งหลังจาก Brexit เป็นต้นมา
โดยที่ราคาทองมีการปรับตัวสูงขึ้นแตะ 1,322 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ที่ถือเป็นผลตอบแทนการลงทุนที่ดีที่สุดเพิ่มขึ้นราว 5% ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา โดยเปรียบเทียบช่วงสิ้นปี 2016 ราคาทองอยู่ที่ 1,147 ดอลลาร์เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 175 ดอลลาร์ต่อออนซ์

2.ส่วนการลงทุนในตลาดบอนด์มีการฟื้นตัวของราคาดีขึ้นจากการกลับเข้าซื้อมากขึ้นส่งผลให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงล่าสุดอยู่ที่ 2.11% สูงขึ้นจากวันที่ 29 สิงหาคมที่อยู่ในระดับ 2.08% หลัจากที่ตลาดเกิดตื่นกลัวว่าตลาดบอนด์สหรัฐจะเกิดฟองสบู่แตกมีการถล่มขายมาตลอดปี จนอัตราผลตอบแทนบอนด์ 10 ปีรัฐบาลสหรัฐพุ่งทะลุ 2.7% ในวันส่งท้ายปี 2016 อย่างไรก็ตามตลาดบอนด์ในระยะสั้นยังคงผันผวนจากทิศทางเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าโดยที่ Dollar Index หลุดลงไปที่ 92.08 เมื่อวันอังคาร และดีดกลับมาที่ระดับ 93 ในวันต่อมาก็ตาม
ท่ามกลางมุมมองด้านดีต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีโมเมนตัมจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐ ยุโรป และจีนขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ตลาดยังคงจับตาแนวโน้มปัจจัยเสี่ยงทั้งจากความไม่ชัดเจนในเรื่องการยกเพดานหนี้และโอกาสที่จะเกิด Governement Shutdown ของรัฐบาลสหรัฐ รวมถึงความตึงเครียดของสงครามนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีที่ทวีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะเข้าสู่เดือนกันยายนซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของไตรมาส 3 ในปีนี้

3.สำหรับการเคลื่อนไหวของทิศทางเงินดอลลาร์จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมนั้น เป็นการอ่อนตัวต่อเนื่องเป้นเดือนที่ 6 ในปีนี้ เพราะผลกระทบากปัญหนี้รัฐบาลสหรัฐชนเพดานตามกฎหมาย จึงต้องมีการยกเพดานหนี้จำนวน 19.9 ล้านล้านดอลลาร์โดยจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาจากสภาคองเกรสสหรัฐภายในวันที่ 29 กันยายนี้ ก่อนท่ะเกิดปัญหาทางดทคนิคในการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบตามมาต่อแนวโน้มความน่าเชื่อที่ลดลง และส่งผลต่อทิศทางของเงินดอลลาร์ในอนาคตด้วยเช่นกัน
บรรยากาศดังกล่าวได้ทำให้นักลงทุนต้องลดการถือครองดอลลาร์ ถึงแม้ว่าจะมีอาการตื่นซื้อดอลลาร์ในช่วง 2 วันเมื่อต้นสัปดาห์ จากกระแสข่าวการเข้าแทรกแซงตลาดของกระทรวงการคลังสหรัฐ โดยที่เงินยูโรแข็งค่าทะลุระดับ 1.20 ดอลลาร์ ก่อนที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะลดการซื้อดอลลาร์ ส่งผลให้ยูโรอ่อนค่าลงที่ 1.1909 ดอลลาร์ในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม แต่ก็ยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปีที่แล้ว เงินยูโรอยู่ที่ 1.0517 ดอลลาร์
ขณะที่เงินหยวนแข็งค่ามากที่สุดที่ระดับ 6.5901 ต่อดอลลาร์ เทียบกับช่วงสิ้นปี 2016 เงินหยวนอ่อนค่าเกือบแตะระดับ 7 หยวนต่อดอลลาร์ที่ 6.9450 หยวน เช่นเดียวกับเงินบาทก็แข็งค่ารวดเร็วแตะ 33.18 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับปลายปรที่แล้วเงินบาทอยู่ที่ 35.83 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังทำให้ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวพุ่งทะลุแนวต้านที่ 1,600 มาปิดที่ 1,616 ในวันที่ 31 สิงหาคม

4.ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ในภาวะค่อนข้างนิ่งและเงียบเหงา แม้ว่าจะมีแรงซื้อในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม เพราะนักลงทุนยังไม่เชื่อมั่นในนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะลดภาระ QE ในงบดุลซึ่งหมายถึงการดึงเม็ดเงินออกจากตลาดการเงินสหรัฐซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของกระแสเงินทุนในตลาดการเงินโลกในระยะต่อไป โดยตลาดมีการจับตาคำแถลงหลังการประชุมเฟดในเดือนกันยายนนี้อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ดัชนี S&P500 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐ เคลื่อนไหวที่ 2,470 ลดลง 1% ในระยะการลงทุนเพียง 1 เดือน ส่วนดัชนี Nasdaq แทบไม่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากหุ้น FANG ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ประด้วยหุ้น Facebook Amazon Netflix และ Google มีการปรัจัวลดลงจากแรงเทขายที่ออกมา แต่หุ้นเทคโนโลยีอื่นๆ ยังมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.8%
เช่นเดียวกับดัชนีดาวโจนส์ที่เคลื่อนไหวอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากระดับ 21,963 ในเดือนที่แล้ว มาปิดที่ 21,948 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม

5.ในขณะที่ Bitcoin เกาะกระแสความคลุมเครือต่างๆ กลับอิงตามราคาทองมีการเหวี่ยงตัวพุ่งขึ้นทำนิวไฮต่อเนื่องที่ 4,756 ดอลลาร์เป็นการพุ่งขึ้นมากกว่า 65% ในเดือนนี้ และมีมาร์เก็ตแคปใกล้เคียงระดับ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยลดลงจากที่เคยพุ่งถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ Bitcoin อาศัยแรงเก็งกำไรของนักลงทุนส่วนบุคคล หนุนให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงนับตั้งแต่ต้นปี 2017 เป็นการปรับตัวพุ่งขึ้นกว่า 370% จากช่วงสิ้นปีที่แล้ว และยังเป็นการพุ่งทะยานขึ้นกว่า 1,000% นับจากปี 2014 เป็นต้นมา
เป้าหมายของ Bitcoin ถูกจับตาที่ 5,000 ดอลลาร์ในปีนี้ จากการชี้นำของโกลด์แมน แซคส์ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนทั่วไปยังไม่มั่นใจต่อราคาของ Bitcoin ที่พุ่งขึ้นมาจะมีสียรภาพเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง นอกจากการคาดเดาและเดิมพันบนปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ของตลาดการเงินโลก และความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic Risk)

ข่าวล่าสุด