เลขาธิการ ศอ.บต. คุณศุภณัฐ สิรันทวิเนติ แถลงว่า หนังสือกล่าวหาตามที่เป็นข่าวนั้น เป็นเพียง "บัตรสนเท่ห์" ที่ไม่มีการลงชื่อผู้ร้องเรียน เนื้อหาอ้างถึงผู้บริหาร ศอ.บต. 2 คนว่ามีปัญหาเรื่องชู้สาว และบังคับให้ลูกจ้างซึ่งเป็นมุสลิมดื่มของมึนเมาในการประชุมที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งไม่เป็นความจริง เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว เคยมีการสอบข้อเท็จจริง แต่ผลสรุปคือไม่มีมูล
เลขาธิการ ศอ.บต.ยังบอกอีกว่า การร้องเรียนครั้งนี้เป็นบัตรสนเท่ห์ ทำให้ข้าราชการดีๆ เสียกำลังใจมาก เพราะต้องเสียเวลาทำงานมาแก้ข่าวที่ไม่เป็นความจริงเลขาธิการ ศอ.บต.ย้ำด้วยว่า เรื่องนี้ได้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นไปแล้ว ไม่พบข้อมูลความผิดแต่ประการใด แต่หากผู้บังคับบัญชาต้องการให้สอบข้อเท็จจริงใหม่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองก็ยินดีที่จะให้สอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง
หลังจากที่เลขาธิการ ศอ.บต.บอกว่าข้อกล่าวหาแบบลอยๆ นี้ทำให้ผู้บริหาร ศอ.บต.เสียกำลังใจ ปรากฏว่าวันนี้ คุณคอรีเยาะ หะหลี ครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์กรือเซะ ได้เดินทางเข้ามอบช่อดอกไม้เป็นกำลังใจให้กับ นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการ ศอ.บต.แบบทันทีเลยค่ะ พร้อมระบุว่า "แวะมาให้กำลังใจดาวรุ่ง กรณีข่าวไม่มีที่มา ไม่มีตัวตน เป็นผีคอยมาสร้างความปั่นป่วน สร้างความขัดแย้ง เข้าใจผิด บั่นทอนจิตใจคนที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงาน"
จากการตรวจสอบของ "ล่าความจริง" พบว่า เอกสารร้องเรียนเรื่องนี้ ถูกส่งถึงหน่วยงานความมั่นคงในส่วนกลาง และทางส่วนกลางได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพบว่ามีมูลพอที่จะสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไปได้ เพราะผู้ร้องเรียนอ้างพยานยืนยัน โดยพยานก็เป็นข้าราชการหญิงใน ศอ.บต. มีการระบุชื่อ-สกุลชัดเจน และล่าความจริงได้ตรวจสอบไปยัง ศอ.บต.แล้ว ก็ได้รับคำยืนยันว่าข้าราชการหญิงผู้นี้มีตัวตนจริง และพร้อมเป็นพยาน
ด้าน คุณอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวกับ "ล่าความจริง" ว่า ทาง ศอ.บต.ต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้กระจ่าง พร้อมให้ความคุ้มครองผู้เสียหาย โดยควรตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระขึ้นมาสอบสวน เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ที่สำคัญต้องไม่ทำให้ผู้เสียหายเกิดความรู้สึกกลัวหรือกดดัน เชื่อว่าปัญหาแบบนี้มีมานานแล้วในส่วนราชการต่างๆ แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าพูด แม้แต่ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เคยได้ยินว่ามีปัญหาแบบนี้จริง เมื่อวันนี้มีคนกล้าพูด ก็น่าจะตรวจสอบให้จริงจัง และควรให้องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับผู้หญิงเข้ารวมเป็นคณะกรรมการ จะทำให้เกิดความไว้วางใจมากขึ้น ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็พร้อมรับเรื่องจากผู้เสียหาย และจะเก็บเรื่องไว้เป็นความลับ