การประชุมจัดขึ้นในวันที่ 22 ส.ค. แต่ภารกิจของเหล่ารัฐมนตรีนั้น "ปูพรม" ลงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. มีตั้งแต่งานใหญ่ยันงานเล็ก เช่นดูปัญหาการแก้หนี้นอกระบบ ดูปัญหาวัณโรคในเรือนจำ ดูเครื่องปั้นดินเผา ให้กำลังใจเด็กตาบอด ฯลฯ
แต่ตามปกติการลงไปประชุมในพื้นที่นั้น ความสนใจของคนมักจะเทไปที่ตัว"นายกรัฐมนตรี"ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะรัฐบาลนี้ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นตัวชูโรง เพราะไหนจะเป็นทั้งผู้นำประเทศ เขายังควบตำแหน่ง"รัฏฐาธิปัตย์"อีกด้วย ดังนั้นทุกโฟกัส ทุกการตัดสินใจจึงรมศูนย์ไปที่คนเพียงคนเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น คนอย่าง"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา"ยังมีสีสันมากพอที่จะให้คนจับตา เทียบกับรัฐมนตรีคนอื่นแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นมวยคนละชั้น จึงเป็นที่มาของการติดตามและเกาะติดทุกความเคลื่อนไหว
นอกจากนี้ต้องบอกว่าการอยู่ในภาวะรวมศูนย์อำนาจ ทำให้ย่างก้าวของรัฐมนตรีคนอื่นดูไม่น่าสนใจ ประกอบกับผลงานที่ผ่านมาหากว่ากันตามจริงแล้ว มี รัฐมนตรีจำนวนหนึ่งที่ทำงานเหมือนเป็นข้าราชการประจำ ไม่ได้ทำตัวเหมือนเป็นผู้บริหารระดับนโยบาย จนถูกขนานนามว่าเป็น"รัฐมนตรีเกรดบี"บ้าง เป็น"รัฐมนตรีโลกลืม"บ้าง
หากมองแบบให้ความเป็นธรรมก็ไม่แปลก เพราะมีรัฐมนตรีเช่นนี้ในทุกรัฐบาล แต่รัฐบาลนี้จะมีมากกว่ารัฐบาลอื่นหน่อยๆ ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดเชิงบุคคล หากแต่เป็นเพราะระบบทำให้เกิดภาวะเช่นว่าขึ้นมา
แต่สิ่งที่ดูจะผิดประหลาดก็คือเมื่อมีบางคน อยากให้รัฐมนตรีโลกลืม ไม่ถูก "โลกลืม" จึงคิดแคมเปญโปรโมท "พระยาเหยียบเมือง" ขึ้นมา เพื่อป่าวประกาศว่าเขาเหล่านั้นได้ทำ และกำลังจะทำอะไรลงไป
"กรมประชาสัมพันธ์"จึงเรียกทีมบริหารสถานีโทรทัศน์ต่างๆ และขอความร่วมมือในการ "ประชาสัมพันธ์" การลงพื้นที่ในรูปแบบของการทำข่าว
มีผู้จดจำคำกล่าวของคนนั่งหัวโต๊ะในวงประชุมวันนั้น ถึงการขอ "ความร่วมมือ" ได้ว่า
"NBT จะจัดทำรายการพิเศษ ในวันจันทร์ที่ 21 ส.ค. ช่วงบ่าย หรืออาจจะเป็นวันอื่นสุดแล้วแต่ซึ่งจะไปตกลงกันในรายละเอียด แล้วจะมีรายงานพิเศษจากในพื้นที่ ที่บ้านโนนไท สมมติ จ.ขอนแก่น มีรมต. คนนี้ไปติดตามงาน ปัญหาเดิมคืออะไรที่ผ่านมาแก้ปัญหายังไง วันนี้ไปติดตามงาน เพื่อเพิ่มเติมประเด็นอะไรหรือติดปัญหาตรงไหน แก้ไขปัญหาแล้วคาดว่าสำเร็จเมื่อไหร่ ประชาชนมีข้อสังเกตเพิ่มเติม อะไร ท้ังหลายเหล่านี้ อยากให้ท่านได้ติดตามข้อมูลว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร แล้วรายงานพิเศษกลับมายัง ช่อง NBT
"สรุปแล้วว่าผมจะขอให้ท่านเป็นกำลังของผม โดยที่่่ท่านไม่ต้องเขิน ท่านสามารถใช้ไมโครโฟนของท่านได้เลย จะเป็นตราสัญลักษณ์ ของ ช่อง 7 5 9 ไทยพีบีเอส โมโน ทีเอ็นเอ็น 24 นิวส์ทีวี ไทยรัฐทีวี อมรินทร์ หรืออะไรก็ได้ ท่านรายงานเข้ามาเลย โดยเราจะกำหนดเป็นคิว แต่ผมไม่สามารถกำหนด ให้ท่าน รมต. แต่ละคนลงพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกันได้ ดังนั้นการรายงานข้อมูลเข้ามาไม่จำเป็นต้องสด เป็นได้ทั้งสด และแห้ง ท่านทำเบ็ดเสร็จเข้ามาเลย"
ท่านผู้นั่งหัวโต๊ะร่ายยาวราวกับเป็นผู้บังคับบัญชาของสื่อแต่ละสำนัก และน่าสนใจว่ามีสื่อบางช่องรับลูกราวกับเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา
ไม่แปลกหากสื่อจะไปตามการทำงานของรัฐมนตรีคนไหนก็ตามแต่ที่ลงพื้นที่ หากกองบรรณาธิการ เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นข่าว ที่น่าสนใจทั้งสำหรับประชาชนและตัวเอง
แต่เรื่องราวจะแปลกหาก ผู้บริหารสำนักข่าวรับจะไปทำเพื่อหวังการประชาสัมพันธ์ ให้กับรัฐบาล เพราะตัวท่านนั้นอาจจะเกิดความสับสนในบทบาทหน้าที่ของ "สื่อมวลชน" กับ "เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์"
ที่สำคัญสื่อต้องรับผิดชอบต่อประชาชนมิใช่ต่อรัฐบาล และต้องแจ้งให้เจ้าของโปรเจคท์ "พระยาเหยียบเมือง" ได้ทราบถึงหลักการข้อนี้อย่างชัดเจน