สเปนช็อค เกิดเหตุรถตู้ไล่ชนผู้คนในบาร์เซโลนา คร่าชีวิตไปถึง 13 ศพ บาดเจ็บมากกว่า 50 คน ขณะที่นานาชาติรุมประนามกลุ่มก่อเหตุ

รอยเตอร์ ยืนยันยอดเหยื่อจากเหตุรถตู้พุ่งชนผู้คนย่านกลางเมืองบาร์เซโลนา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตเป็น 13 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 50 คน ขณะที่ตำรวจเผยว่าจับกุมผู้ต้องสงสัยไว้ได้ 2 คน
เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อมีรถตู้วิ่งซิกแซ็ก ไป-มา ด้วยความเร็วบนถนนลารัมบลาส แหล่งท่องเที่ยว ย่านกลางเมืองบาร์เซโลนา ก่อนพุ่งชนผู้คนจนแตกกันไปคนละทิศละทาง โดยผู้เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า "รถไม่ชะลอความเร็ว เหมือนกับมีเป้าหมายพุ่งตรงฝ่าเข้ากลางฝูงชนบนถนนรัมบลาส" จนทำให้ผู้คนแตกติ่น วิ่งหนีเข้าไปในร้านค้าและซูเปอร์มาร์เก็ต ด้วยความหวาดหวา และเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นภัยก่อการร้าย
ขณะที่ รัฐบาลในแคว้นกาตาลุญญา ได้เตือนประชาชนไม่ควรเดินทางไปยังพื้นที่แถวๆจัตุรัสพลาซ่าคาตาลันยา หนึ่งในจัตุรัสหลักของเมือง และร้องขอให้ปิดสถานีรถไฟและสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
ล่าสุดนายกรัฐมนตรีมาเรียโน ราฮอย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่และแพทย์ ให้ความสนใจกับผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นเป้าหมายลำดับแรก
และทันที่ ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เหล่าผู้นำนานาชาติ รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ออกมาประณามอย่างทันควัน และเสนอมอบความช่วยเหลือกับสเปน โดยทรัมป์เขียนบนทวิตเตอร์ว่า "สหรัฐฯขอประณามเหตุโจมตีก่อการร้ายในบาร์เซโลนา สเปน และจะให้ความช่วยเหลือทุกอย่างที่จำเป็น"
ขณะที่ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส บอกว่าฝรั่งเศสขอเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสเปน ตามหลังเหตุโจมตีอันน่าเศร้าในบาร์เซโลนา ส่วนนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ แห่งอังกฤษ ประกาศพร้อมยืนหยัดเคียงข้างสเปนในการต่อต้านก่อการร้าย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางการเสปน เชื่อว่าน่าจะเป็นการก่อการร้าย เพราะที่ผ่านมาพวกนักรบอิสลามิสต์ เคยใช้ยานพาหนะพุ่งชนผู้คนเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งทั่วยุโรป นับตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2016ทั้งในเมืองนีซ, เบอร์ลิน, ลอนดอนและสต๊อกโฮล์ม คร่าชีวิตผู้คนรวมกันกว่า 100 ศพ
ทั้งนี้ บาร์เซโลนาเป็นเมืองเอกของแคว้นกาตาลุญญา ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสเป ซึ่งมีแผนจัดลงประชามติในวันที่ 1 ตุลาคม ตัดสินว่าจะแยกตัวออกจากสเปนหรือไม่ อย่างไรก็ตามพวกเขากำลังพิพาทกับรัฐบาลกลาง ซึ่งบอกว่าประชามติดังกล่าวไม่สามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ