พลังงานแสงอาทิตย์ทำให้ค่าไฟฟ้าถูก จริงหรือ...?

....
ผมได้ภาพเปรียบเทียบการใช้พลังงานหมุนเวียนของประเทศไทยกับพลังงานหมุนเวียนของโลกในปี 2016 พบว่า ประเทศไทยมีการใช้พลังงานหมุนเวียน (RE) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ยกเว้น พลังงานน้ำ (Hydro) ส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าของโลกนั้นอยู่ที่ 24.5 % ของความต้องการไฟฟ้าซึ่งประเทศจีนเป็นประเทศที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน(ไม่รวมไฟฟ้าพลังน้ำ)สูงที่สุดในโลก คือ 258 กิกกะวัตต์นอกจากนั้นยังพบว่าในปี 2016 ที่ผ่านมา มีการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนประมาณ มากกว่า 90% ซึ่งเน้นไปที่พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
สำหรับประเทศไทยนั้น ต้องบอกว่าภาครัฐมีการสนับสนุนให้ใช้พลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จะเห็นได้จากรัฐบาลได้มีการจัดทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2015)ซึ่งเดิมแผนดังกล่าวมีเป้าหมายให้ใช้พลังงานทดแทนอยู่ที่ 15% และปรับปรุงแผนกันมาเรื่อยๆ เป็น 20% และ 25% ใน 10 ปี จนถึงปัจจุบันได้มีการกำหนดเป้าหมายให้ใช้พลังงานทดแทนอยู่ที่ 30% โดยจะมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประมาณ 20,000 เมกะวัตต์ และมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากถึง 6,000 เมกกะวัตต์ ภายในปี 2579 แต่พบว่าในเดือนเมษายน 2560 ที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้จำนวน 2,651 เมกกะวัตต์ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่สูงมาก
จากการที่ประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะนี้ ทำให้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองว่า อาจจะมีผลกระทบกับค่าไฟฟ้า หรือไม่? นั้น ผมขออธิบายเรื่องการคิดค่าไฟฟ้าก่อนว่า จริงๆแล้วค่าไฟฟ้าขายส่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตขายให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าภูมิภาคแบ่งเป็น 2 ช่วงคือค่าไฟฟ้า On Peak และ Off Peak ซึ่งช่วงเวลา On Peak จะอยู่ในช่วงระหว่างเวลา 09.00 - 22.00 น. ของวันจันทร์ – วันศุกร์การคิดค่าไฟฟ้าในช่วงเวลา On Peak ค่าไฟจะแพง เพราะเป็นช่วงที่ระบบมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากส่วนช่วงเวลา Off Peak จะอยู่ในช่วงระหว่างเวลา เวลา 22.00 – 09.00 น. วันจันทร์ – วันอาทิตย์เวลา 00.00 – 24.00 น. วันเสาร์ – วันอาทิตย์และวันหยุดราชการตามปกติ (ไม่รวมวันหยุดชดเชย)ช่วง Off Peak เป็นช่วงที่ระบบมีความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อยค่าไฟจึงมีราคาถูก
ถ้าเป็นช่วง On Peak ค่าไฟฟ้าจะหน่วยละ 3.10 บาท ถ้าเป็น Off Peak จะอยู่ที่ 2.30 บาท สำหรับสายส่งที่มีแรงดันไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ นอกจากนี้ค่าไฟฟ้าจะมีราคาไม่เท่ากันก็ขึ้นอยู่กับสายส่งอีกด้วย ซึ่งหากสายส่งที่แรงดันสูงค่าไฟฟ้าก็จะถูก แต่ถ้าหากสายส่งแรงดันต่ำค่าไฟฟ้าก็จะขยับขึ้นเพราะว่าต้องชดเชยการสูญเสียพลังงานระหว่างทางของระบบสายส่ง หลังจากนั้นการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าภูมิภาคจึงนำไฟฟ้าดังกล่าวมาจำหน่ายให้ผู้ใช้ประเภทต่างๆ ในอัตตราก้าวหน้า สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป150 หน่วยแรก หน่วยละ 3.25 บาท 250 หน่วยต่อไป หน่วยละ 4.22 บาท และ เกินกว่า 400 หน่วย หน่วยละ 4.42 บาท
ซึ่งหากมีผลิตไฟฟ้าจากโซล่ารูฟท็อป สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป (Solar PV Roof Top) มากขึ้นจนถึงระดับหนึ่งความต้องการไฟฟ้าจากสายส่งจะเปลี่ยนจากกลางวัน ไปอยู่ในเวลากลางคืนแทน โครงสร้างราคาที่กำหนดจะไม่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจริงโดยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)จะเพิ่มขึ้นในเวลากลางคืนแทนกลางวันนอกจากนั้น กฟผ. อาจต้องเตรียมระบบสำรองไฟฟ้า เช่น การมีแบตเตอรี่สำรอง โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ การสร้างระบบส่งไฟฟ้ารองรับในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาระบบสมาร์ทกริดมาช่วยการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อให้ระบบไฟฟ้ายังมีความมั่นคง และมีค่าไฟฟ้าเหมาะสมเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และประชาชนทั่วไป
นอกจากนี้สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่าง คือระบบข้อมูลการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังานแสงอาทิตย์ของภาครัฐ ที่ยังไม่สามารถปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน เพราะยังมีผู้ติดตั้งโซล่าเซลล์ผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่ไม่มีการแจ้งจำนวนการผลิตไฟฟ้าให้ภาครัฐทราบ ซึ่งอาจจะทำให้ภาครัฐมีข้อมูลความต้องการและการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยที่คลาดเคลื่อนไม่รู้ว่าการผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์จริงๆแล้วมีกำลังการผลิตเท่าไหร่กันแน่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อนโยบายด้านพลังงานในอนาคตได้ฉะนั้นสิ่งที่มีความสำคัญอีกอย่าง คือ ภาครัฐต้องมีการปรับปรุงระบบข้อมูลด้านพลังงานอย่างเร่งด่วน…
ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ
อาจารย์ประจำ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี