สึนามิเทคโนโลยี จะกวาดธุรกิจเดิมๆ หายวับไปกับตา
03 ส.ค. 2560 | jirasin_yin

ส่วนใหญ่แล้ว มนุษย์เรามักจะคาดการณ์ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะมนุษย์มักจะคิดในลักษณะ "intuitive linear"
ข่าว
03 ส.ค. 2560 | jirasin_yin

ส่วนใหญ่แล้ว มนุษย์เรามักจะคาดการณ์ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะมนุษย์มักจะคิดในลักษณะ "intuitive linear"
คือเป็นการคิดแบบอัตราการเติบโตคงที่ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่มนุษย์มีสัญชาติญาณในการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว
ซึ่งความเป็นจริงเมื่อย้อนกลับไปดูในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต, โทรทัศน์, สมาร์ทโฟน, ยานยนต์ ก็ได้มีการตอบรับการใช้งานอย่างก้าวกระโดดในลักษณะ exponential ทั้งสิ้น
และในความจริงของวันนี้ R&D ในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI), หุ่นยนต์, พลังงานแสงอาทิตย์, ยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง กำลังพัฒนาขีดความสามารถอย่างก้าวกระโดดในลักษณะ exponential ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามในช่วงเวลา 5-10 ปีที่ผ่านมา ความชาญฉลาดของเทคโนโลยีแต่ละชนิดที่เคยอยู่แยกกันคนละซีกโลก กลับกลายเป็นถูกเชื่อมโยงด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จนทำให้ขีดความสามารถของเทคโนโลยีแต่ละชนิดถูกผนึกกัน
ทำให้เกิดการพัฒนาที่ข้ามศาสตร์ (multidisciplinary) เกิดการหลอมรวมทางเทคโนโลยี (technology convergence) นำไปสู่การพัฒนาที่มีอัตราเร่งขึ้นไปอีก จนมีการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาในลักษณะยิ่งกว่า exponential ที่เราเรียกว่า "super exponential" นั่นเอง
ซึ่งเป็นคำที่นักอนาคตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่ชื่อ Raymond Kurzweil ได้กล่าวไว้
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้เทคโนโลยีที่มีขีดความสามารถสูงมากและราคาแพงมากจนบุคคลทั่วไปไม่สามารถซื้อมาใช้ได้ในอดีต
ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านั้นเคยใช้ในองค์กรอัจฉริยะ เช่น NASA หรือในห้อง lab ชั้นสูงมาก่อนเมื่อสิบปีที่แล้ว แต่ก็สามารถซื้อหาด้วยราคาถูกตามห้างสรรพสินค้าและตามออนไลน์ได้แล้วในวันนี้
จากสมมติฐานและประสบการณ์ในการพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ผ่านมา จึงทำให้นักอนาคตศาสตร์หลายท่านพยากรณ์ว่า ภายใน 10-20 ปีนี้ เครื่องจักรจะมีความชาญฉลาด (machine intelligence) แซงหน้าความชาญฉลาดของมนุษย์ (human intelligence)
ซึ่งจะเกิดการวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้งมากขึ้น จนถึงขั้นเกิดการเชื่อมโยงความนึกคิดและความชาญฉลาดของมนุษย์กับเครื่องจักรและซอฟท์แวร์
ด้วยสมรรถนะของเทคโนโลยีต่างๆ ที่กำลังเข้ามารวมกันจนเกิดขีดความสามารถอันทรงพลัง จึงทำให้รูปแบบในการทำธุรกิจของโลกในอนาคตอันใกล้กำลังจะเปลี่ยนไป
ถึงขั้นที่จะไม่เหลือรูปแบบเดิมๆอีกเลย ภายใน 10-20 ปีข้างหน้า ซึ่งผู้นำในอุตสาหกรรมต่างๆ จำนวนมากยังสงสัยและไม่เชื่อการคาดการณ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตามเราสามารถสังเกตุการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ประเทศนอร์เว กำลังสร้างเรือขนส่งสินค้าอัตโนมัติ (automated container ship) ลำแรกของโลกที่พัฒนาโดยบริษัท shipping ที่ชื่อว่า Yara จะเริ่มล่องมหาสมุทรเป็นครั้งแรกในปีหน้า (2018)
เรือลำนี้จะขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติบางส่วนในช่วงแรก และจะขับเคลื่อนอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์แบบ 100% ภายในปี 2020 โดยจะสามารถประหยัดต้นทุนได้ถึง 90%
ซึ่งพวกเขาเรียกเรือลำนี้ว่า "Tesla of the Seas" เพราะว่ามันขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่
https://www.forbes.com/sites/jwebb/2017/07/26/norway-to-launch-worlds-first-automated-container-ship-in-2018/?s=trending#3df751b51365
ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Bank of America เริ่มดำเนินการสร้างแพลทฟอร์ม blockchain เพื่อนำมาใช้ในทุกธุรกรรมทางการเงิน และเริ่มรับนักพัฒนาซอฟท์แวร์และโปรแกรมเมอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน blockchain
ทำให้ธนาคารในอนาคตจะมีความเป็นกายภาพที่จับต้องได้น้อยลงเรื่อยๆ และเริ่มมุ่งเน้นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลทางการเงิน
http://www.financemagnates.com/cryptocurrency/innovation/bank-america-developing-blockchain-real-time-card-settlement-system/
Tesla ประกาศทิศทางการผลิตรถยนต์ของบริษัทอย่างชัดเจน โดย Elon Musk ได้ประกาศว่า Tesla จะผลิตรถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (self-driving vehicle) ให้สำเร็จจนออกขายได้ภายใน 2 ปีนี้ และจะพัฒนาซอฟท์แวร์เชื่อมต่อระบบไร้สายที่ทันสมัยที่สุด
ซึ่งในขณะนี้ Tesla ได้ปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงในฝ่าย AI และ Autopilot software ซึ่ง Tesla เชื่อว่า Andrej Karpathy ผู้บริหารคนใหม่คนนี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุดในโลกคนหนึ่งในด้าน computer vision และ deep learning
https://www.forbes.com/sites/alanohnsman/2017/06/21/tesla-shakes-up-its-automated-driving-team-for-the-second-time-in-6-months/?c=0&s=trending#4194466c1365
Google กำลังใช้ AI เพื่อยกระดับ search engine ด้วยการใช้กล้องบนสมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือของการ search
โดย Google จะนำเอาขีดความสามารถของ machine learning มาช่วยในการอ่านภาพจากกล้องบนสมาร์ทโฟนเพื่อให้เข้าใจความหมายของภาพ
เช่น เมื่อเราถ่ายรูปหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง Google จะสามารถแปลความหมายของภาพจนสามารถรู้ได้ว่าร้านอาหารแห่งนั้นมี location อยู่ที่ใดบนโลกอย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นขีดความสามารถของ AI search engine ที่เรียกว่า Google Lens
ซึ่งขีดความสามารถดังกล่าวเป็นสิ่งที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เพราะ Google คาดหวังว่าจะให้มันทำได้มากกว่านั้น
http://www.independent.co.uk/life-style/gadgets-and-tech/features/google-lens-ai-preview-features-so-impressive-its-scary-a7745686.html
ตัวอย่างแค่นี้ก็คงจะนึกภาพออกแล้วว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร
ธุรกิจรูปแบบเดิมๆ จำนวนมาก กำลังจะจากลา
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
www.เศรษฐพงค์.com
[email protected]